Showing posts with label ความเครียด. Show all posts
Showing posts with label ความเครียด. Show all posts

Saturday, March 12, 2011

บริหารสุขภาพจิต




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

 การส่งเสริมให้คนในสังคม “บริหารสุขภาพจิต” .ในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับ การบริหารสุขภาพกาย หรือการออกกำลังกาย นับเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐควรให้ความสนใจ และหาแนวทางรูปธรรมในการส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้กับประชาชน ให้สามารถเอาชนะวิกฤตต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้

     ในรายการ “คิดต่างกับ ดร.แดน แคนดู” ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 102 ผมได้เสนอแนะไว้ว่า  ภาครัฐควรมีแนวทางพัฒนาให้คนในสังคม เห็นคุณค่าตนเอง ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ไม่ว่าจะเผชิญปัญหาเช่นไร โดยควรส่งเสริมในเรื่องต่อไปนี้

     ส่งเสริมให้คนแสดงความสามารถ รัฐควรส่งเสริมการเปิดพื้นที่ให้คนได้แสดงออกในความสามารถด้านต่าง ๆ ให้มีความหลากหลายและครอบคลุม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มอายุ และทุกกลุ่มอาชีพ เพื่อให้คนในสังคมเห็นคุณค่าในความสามารถของตน

     ส่งเสริมการรวมกลุ่ม อาทิ ส่งเสริมกิจกรรมชุมชน กิจกรรมหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านตามภูมิภาค และหมู่บ้านจัดสรร การให้คนรวมกลุ่มกันจะช่วยให้ทุกคนมีเพื่อนช่วยแบ่งปันความทุกข์ ความสุข และมีโอกาสใช้เวลาได้อย่างเกิดประโยชน์ร่วมกัน

     ส่งเสริมให้ทำความดีเพื่อผู้อื่น เพื่อสังคม ที่สำคัญ ควรส่งเสริมให้คนในสังคมได้มีส่วนในการทำความดีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมรอบข้าง เพราะเป็นความจริงที่ว่า การทำความดี แม้เพียงเล็กน้อย เช่น การช่วยพยุงผู้สูงอายุข้ามถนน สามารถทำให้เรามีความสุขได้ เป็นต้น การที่คนมีโอกาสทำดีมากขึ้น จะช่วยให้เขาเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเอง เกิดความรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย อันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดของคนในสังคมจากภาระประจำวันได้

     ข้อเสนอเหล่านี้ แม้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาวะความเครียด แต่หากเราร่วมกันทำอย่างจริงจัง ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ร่วมกับวิธีการอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหา เช่น การส่งเสริมให้มีศูนย์ปรึกษาปัญหาต่าง ๆ อย่างทั่วถึง การส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว เป็นต้น โอกาสที่ปัญหาสุขภาพจิตจะกลายเป็นปัญหาหลักของสังคมในอนาคต ย่อมลดน้อยลงได้

บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Professor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)

Monday, February 14, 2011

แนวทางเยียวยาเยาวชน จาก ปัญหาความเครียด




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ประการสำคัญ ปัญหาความเครียดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในหมู่คนทำงานเท่านั้น แต่ได้ลามถึงเด็กและเยาวชนไทย จนส่งผลเกิดการฆ่าตัวตาย ดังที่เกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตายของนักเรียนนักศึกษาติดต่อกันถึง 3 คนในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ.2551 และยังมีหลายเหตุการณ์ที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
การหาแนวทางเยียวยาเยาวชน ให้สามารถแก้ไขปัญหา และป้องกันความเครียดได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือกันของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา สื่อมวลชน สังคมชุมชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ldquo;สถาบันครอบครัวrdquo; ซึ่งอยู่ใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชนมากที่สุด
สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรตระหนักคือระมัดระวังที่จะไม่เป็นผู้สร้างปัญหาความ เครียดให้กับลูกเสียเองไม่ว่าจะเป็น การทะเลาะกันต่อหน้าลูก เห็นลูกเป็นที่ระบายอารมณ์ หรือคาดหวังให้ลูกเป็นอย่างที่ตนต้องการโดยใช้ความรักเป็นเงื่อนไข ฯลฯ แต่หน้าที่ของตนเองนั้นคือการเป็นผู้ช่วยเหลือ ชี้นำและหาทางออกที่ถูกต้องในการจัดการกับปัญหา ความเครียดต่าง ๆ ให้แก่ลูก เพื่อปกป้องลูกจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดซึ่งอาจเป็นเหตุให้ชีวิตของเขาถูก ทำลายลงไปทั้งชีวิต พ่อแม่สามารถช่วยลูกได้โดยเริ่มจาก
หมั่นสังเกตการดำเนินชีวิตของลูกเสมอ
หมั่นสังเกตว่าลูกมีอะไรที่ผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่ เช่น เปลี่ยนจากนิสัยร่าเริง เป็นเด็กที่เก็บตัว พูดน้อย ถามคำตอบคำ ชอบร้องไห้อยู่คนเดียว หรือจากเดิมที่ลูกชอบไปโรงเรียน แต่กลับกลายเป็นเด็กที่ร้องไห้เกเรเมื่อต้องไปโรงเรียน เป็นต้น การที่พ่อและแม่เป็นผู้ที่หมั่นสังเกตอยู่เสมอ จะสามารถช่วยเหลือลูกได้ทันท่วงทีกรณีที่อาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ชอบมาพากล ได้
ความเครียด ไม่เครียด
สื่อสาร ถามไถ่ลูกเสมอ
โดยจัดช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละวันไว้คอยพูดคุยกับลูกอยู่เสมอ ถามไถ่ถึงความเป็นไปของลูกในแต่ละวัน เพื่อให้ลูกได้มีช่องทางในการบอกเล่าหรือระบายปัญหา หรือความเครียดในเรื่องต่าง ๆ ที่เขาได้รับมา เพื่อให้พ่อกับแม่ได้ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ลูกจึงจะสัมผัสได้ว่าพ่อและแม่รักและห่วงใยเขา และมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะมีปัญหาความเครียดอะไรเกิดขึ้นก็ตาม เขาจะไม่ต้องเผชิญความตึงเครียดแต่เพียงลำพัง แต่มีพ่อแม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการรับรู้ปัญหานั้นร่วมกับเขาและสามารถช่วย เหลือเขาได้เสมอ

บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)

Wednesday, February 2, 2011

โรคเครียด ป้องกันอย่างไร




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปกป้องลูกรักจาก “โรคเครียด”

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
kriengsak@kriengsak.com, http://www.kriengsak.com/

ข้อมูลจากศูนย์สารสนเทศ กองแผนงานกรมสุขภาพจิต ระบุว่า โรคที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตที่น่าเป็นห่วงและเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ การฆ่าตัวตายคือ โรคซึมเศร้า ซึ่งอัตราความชุกของโรคซึมเศร้าในประชากรไทยมีอยู่ประมาณร้อยละ 4.76 หรือประมาณ 3 ล้านคน
โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากความเครียด แรงกดดันภายนอก ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างในตัวผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีความคิดเห็น หรือมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ของผู้ป่วยเปลี่ยนไป ไม่สามารถห้ามความเศร้าโศก และฆ่าตัวตายในที่สุด กรมสุขภาพจิตประมาณว่า ในปี พ.ศ.2551 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าสูงถึง 3,002,789 คน ขณะที่มีผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าและได้รับการรักษามี เพียง 130,341 คน เพราะส่วนใหญ่ ไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และไม่คิดว่าอาการซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยทางจิตอย่างหนึ่ง
ความเครียดที่นำไปสู่โรคซึมเศร้าเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ การแข่งขันที่มากขึ้น สภาพเศรษฐกิจที่รัดตัว เนื่องจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพสูงขึ้น อีกทั้งสภาพสังคมที่ต่างคนต่างอยู่ ส่งผลให้ผู้คนเกิดความเครียดได้มากขึ้น

บทความ ของ ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ (Profressor Kriengsak Chareonwongsak, Senior Fellow at Harvard University's Center of Business and Government and an Associate)

Wednesday, September 15, 2010

บริหารสุขภาพจิต เตรียมรับมือวิกฤตชีวิต




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

เหตุการณ์หนึ่งที่มักเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันให้ประเทศเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นคือ “ความเครียด” ที่เพิ่มขึ้นของคนในประเทศ และส่งผลให้เห็นตัวเลขที่ชัดเจนของสถิติ “ผู้ป่วยทางจิต” ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     “จีน” นับเป็นประเทศล่าสุดที่กำลังฉายภาพสะท้อนปรากฏการณ์นี้ เมื่อต้นเดือนมีนาคม ทางการจีนได้เปิดเผยจำนวนผู้ป่วยทางจิตในประเทศ ขณะนี้มีมากถึงร้อยละ 7 หรือประมาณ 100 ล้านคน ต่อประชากรทั้งหมดทั่วประเทศ ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมา ทุก ๆ 2 นาที จะมีชาวจีนฆ่าตัวตาย 1 คน เหตุผลเนื่องจากประชาชนต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทั้งการทำงานที่เร่งรีบ การแข่งขันและแรงกดดันในสังคมที่เพิ่มขึ้น  ภัยพิบัติจากธรรมชาติ ขณะที่ภูมิคุ้มกันในจิตใจลดลง เมื่อเผชิญปัญหาที่เข้ามากระทบ จึงไม่สามารถแก้ไข

     ข่าวนี้ทำให้ผมสะท้อนคิดถึงประเทศไทย ลมมรสุมความเครียดได้เริ่มก่อตัวและกำลังแผ่ขยายออกไปในวงกว้าง ขณะนี้คนไทยกำลังเผชิญความกดดันหลายด้านเช่นกัน ทั้งการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ สภาพสังคมที่เสื่อมโทรม สภาพครอบครัวล่มสลาย และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น กลับไม่มีทางออก ขาดผู้ให้คำปรึกษา ไม่มีใครช่วยเหลือ ทำให้ไม่สามารถรับแรงกดดันได้และมีปัญหาทางจิตในที่สุด

     การส่งเสริมให้คนในสังคม “บริหารสุขภาพจิต” .ในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับ การบริหารสุขภาพกาย หรือการออกกำลังกาย นับเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐควรให้ความสนใจ และหาแนวทางรูปธรรมในการส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้กับประชาชน ให้สามารถเอาชนะวิกฤตต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้

     ในรายการ “คิดต่างกับ ดร.แดน แคนดู” ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 102 ผมได้เสนอแนะไว้ว่า  ภาครัฐควรมีแนวทางพัฒนาให้คนในสังคม เห็นคุณค่าตนเอง ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ไม่ว่าจะเผชิญปัญหาเช่นไร โดยควรส่งเสริมในเรื่องต่อไปนี้

     ส่งเสริมให้คนแสดงความสามารถ รัฐควรส่งเสริมการเปิดพื้นที่ให้คนได้แสดงออกในความสามารถด้านต่าง ๆ ให้มีความหลากหลายและครอบคลุม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มอายุ และทุกกลุ่มอาชีพ เพื่อให้คนในสังคมเห็นคุณค่าในความสามารถของตน

     ส่งเสริมการรวมกลุ่ม อาทิ ส่งเสริมกิจกรรมชุมชน กิจกรรมหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านตามภูมิภาค และหมู่บ้านจัดสรร การให้คนรวมกลุ่มกันจะช่วยให้ทุกคนมีเพื่อนช่วยแบ่งปันความทุกข์ ความสุข และมีโอกาสใช้เวลาได้อย่างเกิดประโยชน์ร่วมกัน

     ส่งเสริมให้ทำความดีเพื่อผู้อื่น เพื่อสังคม ที่สำคัญ ควรส่งเสริมให้คนในสังคมได้มีส่วนในการทำความดีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมรอบข้าง เพราะเป็นความจริงที่ว่า การทำความดี แม้เพียงเล็กน้อย เช่น การช่วยพยุงผู้สูงอายุข้ามถนน สามารถทำให้เรามีความสุขได้ เป็นต้น การที่คนมีโอกาสทำดีมากขึ้น จะช่วยให้เขาเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเอง เกิดความรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย อันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดของคนในสังคมจากภาระประจำวันได้

     ข้อเสนอเหล่านี้ แม้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาวะความเครียด แต่หากเราร่วมกันทำอย่างจริงจัง ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ร่วมกับวิธีการอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหา เช่น การส่งเสริมให้มีศูนย์ปรึกษาปัญหาต่าง ๆ อย่างทั่วถึง การส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว เป็นต้น โอกาสที่ปัญหาสุขภาพจิตจะกลายเป็นปัญหาหลักของสังคมในอนาคต ย่อมลดน้อยลงได้