Showing posts with label สาธารณสุข. Show all posts
Showing posts with label สาธารณสุข. Show all posts

Sunday, October 3, 2010

Kriengsak Chareonwongsak sukk.araya : เมื่อเม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติ




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


สาเหตุของเม็ดเลือดขาวต่ำ

ก่อนอื่นต้องตรวจให้แน่ชัดก่อนว่ามีเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติจริงๆ เพราะอาจเกิดจากการตรวจเลือดที่ผิดพลาดได้ เช่น การเก็บเลือดไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เม็ดเลือดเกาะตัวรวมกัน ส่วนที่นำมาตรวจอาจเจือจางกว่าส่วนอื่น ทำให้ดูเหมือนมีปริมาณลดลง จึงควรมีการตรวจซ้ำ หากตรวจพบเป็นครั้งแรกว่า มีเม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติ

Leukopenia เป็นคำศัพท์ที่แพทย์ใช้เรียกจำนวนของเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าระดับปกติ
เม็ดเลือดขาวเป็นส่วนประกอบหนึ่งในเลือดที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายและทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามาในร่างกาย โดยการจับกินเชื้อโรคโดยตรงหรือ การสร้างภูมิคุ้มกันต่อร่างกาย
ถ้ามีเม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติมากๆ การทำหน้าที่ในการป้องกันโรคก็จะลดน้อยลง
ค่าปกติในการนับเม็ดเลือดขาว — 4000 ถึง 11ooo / ul
สาเหตุที่ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ
ความผิดปกติที่กระบวนการผลิตเม็ดเลือดขาวลดน้อยลง
ความผิดปกติแต่กำเนิดที่ไขกระดูก
มะเร็งแพร่กระจายและโรคอื่น ๆ ที่ไขกระดูกเสียหาย
การติดเชื้อในไขกระดูก
โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตนเองที่ทำลายเซลล์ไขกระดูก
ยาบางชนิดทำลายไขกระดูก
ความผิดปกติจากการทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวมากขึ้น
ปฏิกิริยาแพ้รุนแรง
โรคโลหิตจาง Aplastic
เคมีบำบัดเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง Chemotheraphy
การใช้ยาสตียรอยด์,
การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาขับปัสสาวะ
โรคภมิคุ้มกันบกพร่อง
การติดเชื้อเอชไอวี
ภาวะม้ามโต
ข้อควรระวังในการป้องกันการติดเชื้อ
ผู้ป่วยที่มีโลหิตขาวต่ำควรป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อโดยสวมหน้ากากอนามัย
หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้เป็นโรคต่างๆ เช่น หวัด
หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด ฯลฯ
หากอุณหภูมิสูงร่างกายสูงกว่า 38 °C ต้องรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

อาการบางอาการที่อาจพบในคนที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำ เนื่องจากติดเชื้อได้ง่าย เช่น
เจ็บคอ
แผลที่ปาก  แผลที่ลิ้น ฝ้าสีขาวในปาก
อาการกระเพาะปัสสาวะ เช่น แสบเวลาปัสสาวะ มีเซลล์เม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ
ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
การรักษาโลหิตขาวต่ำ
ต้องหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อรักษาต้นเหตุ

เวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว
Filgrastim
Peg — Filgrastim
Sargramostim
ยาต้านจุลชีพป้องกันโรคเ ช่น
ยาต้านแบคทีเรีย Sulfamethoxazole — trimethoprim
ยาต้านไวรัส Acycolovir
ยาต้านเชื้อรา Fluconazole , Itraconazole

S_K

อ้างอิง
http://www.wrongdiagnosis.com/sym/leukopenia.htm
http://www.mayoclinic.com/health/low-white-blood-cell-count/MY00162

Friday, October 1, 2010

Kriengsak Chareonwongsak sukk.araya : สิทธิผู้ป่วย




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


สิทธิผู้ป่วย   โดย : คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
       
                สิทธิ คำๆนี้ ในช่วงเหตุการณ์ทางการเมืองบ้านเราที่ผ่านมา ค่อนข้างจะเป็นคำที่ยอดฮิตติดอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง ที่มักจะอ้างบ่อยๆว่า การชุมนุมของพวกเขาเหล่านั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 63ที่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นเรื่องของเสรีภาพในการชุมนุมที่รัฐให้การรับรอง แล้วถ้าเกี่ยวกับผู้ป่วยล่ะ ผู้ป่วยจะมีสิทธิอะไรได้บ้าง ? มีกฎหมายรับรองสิทธิไว้หรือไม่?

                สำหรับสิทธิของผู้ป่วยนั้น มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน คือ สิทธิที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในตัวเองเมื่ออยู่ในสถานภาพของผู้ป่วยเช่น สิทธิที่รับรู้ว่า ใครเป็นคนรักษา , จะทำการรักษาด้วยวิธีการอย่างไร ,ใช้อะไรบ้าง เป็นต้น ซึ่งสิทธิต่างนี้ จะเกิดขึ้นเองโดยที่ไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมาย เป็นเรื่องที่สามารถสอบถามได้เสมอ ส่วนสิทธิอีกส่วนหนึ่งคือสิทธิที่เกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย โดยกำหนดขึ้นเพื่อให้การคุ้มครองผู้ป่วย เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 51 บัญญัติไว้ว่า   บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เป็นต้น  ดังนั้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้ทราบถึงสิทธิของตนเองไว้ว่าจะเป็นสิทธิตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นหรือสิทธิที่กฎหมายได้บัญญัติรับรองไว้  และเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจอันดีและเป็นที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน  องค์กรวิชาชีพที่ให้บริการทางสาธารณสุข คือ แพทยสภา  สภาการพยาบาล  สภาเภสัชกรรม  ทันตแพทยสภา  และคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิผู้ป่วยดังกล่าว จึงได้รวบรวมและร่วมกันจัดทำเป็นคำประกาศสิทธิผู้ป่วย และกำหนดให้สถานพยาบาลทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลหรือเอกชนติดคำประกาศดังกล่าวไว้ให้ประชาชนผู้เข้ามาใช้บริการได้ทราบถึงสิทธิของตนเอง ซึ่งคำประกาศสิทธิผู้ป่วยนั้น มีทั้งสิ้น 10 ข้อ บางคนเคยเห็นแต่ไม่เคยอ่าน บางคนก็อ่านแบบผ่านๆ ไม่ได้สนใจเท่าไหร่  จึงอยากจะขอให้ทุกท่านถ้าได้ไปใช้บริการสถานพยาบาลที่ใดก็ตาม หากมีเวลาก็ลองอ่านคำประกาศสิทธิผู้ป่วยอย่างละเอียดดู จะพบว่าเป็นสิทธิที่เราพึงมีพึงได้จริงๆ 


                เพื่ออธิบายถึงสิทธิผู้ป่วยตามคำประกาศดังกล่าว จึงขอเสนอเป็นข้อๆดังนี้


1.       เป็นสิทธิที่ทุกคนจะได้รับบริการด้านสุขภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 51 บัญญัติให้ทุกคนย่อมมีสิทธิเสมอกันการรับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน เป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ


2.       สิทธิที่จะได้รับบริการโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะชอบพรรคการเมืองใด, จะใส่เสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง ,จะรวยหรือจน,จะเด็กหรือแก่ หล่อหรือไม่หล่อ หรือจะสวยหรือไม่สวยก็ตาม  จะต้องได้รับบริการโดยเสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งในความเป็นจริงนั้นมักจะมีปัญหาในบางกรณีโดยเฉพาะในเรื่องของฐานะความรวยความจน ซึ่งมักจะมีเรื่องร้องเรียนกันบ่อยๆ ว่าคนจนมักจะได้รับบริการไม่เหมือนกับคนรวย


3.       สิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอ เช่น ถ้าต้องการทราบว่าตนเองเป็นโรคอะไร ต้องรักษาด้วยวิธีไหน รักษาอย่างไร ผลการรักษาจะเป็นเช่นไร มีโอกาสจะหายหรือไม่ ค่ารักษาเท่าไหร่    ก็มีสิทธิที่จะถามได้ หรือบางครั้งมีวิธีการรักษาหลายวิธี เราก็มีสิทธิที่จะเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งได้ หรือตัดสินใจที่จะไม่ยอมให้รักษาก็ได้     เหตุที่ต้องถามเพราะบางครั้ง จำนวนผู้ป่วยมีมาก ใช้เวลาตรวจนาน ผู้ป่วยจึงมักไม่ค่อยได้รับการอธิบายโดยละเอียด หรือบางครั้งอธิบายไปแล้วผู้ป่วยไม่เข้าใจ หรือลืมไปแล้วว่าได้รับฟังมาอย่างไร ซึ่งมักจะมีปัญหาอยู่เสมอๆในเรื่องเหล่านี้


4.       เมื่ออยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ก็มีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนโดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณีโดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอหรือไม่ ซึ่งกรณีมักจะมีปัญหาและเป็นข่าวบ่อยๆที่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินและไปถึงโรงพยาลบาลแล้ว หมอไม่ยอมรักษาเพราะต้องถามก่อนว่ามีเงินพอค่ารักษาหรือเปล่า ถ้าไม่พอก็จะส่งไปที่อื่นโดยไม่ได้ให้การรักษาเร่งด่วนตามแต่กรณีก่อน ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้ไม่สมควรจะเกิดขึ้นเลย


5.       สิทธิที่จะทราบชื่อ สกุลของผู้ที่ให้บริการ เช่นเมื่อเข้าห้องตรวจผู้ป่วยสามารถถามชื่อหมอหรือพยาบาลที่จะทำการตรวจรักษาเราได้ ( แต่ส่วนใหญ่มักจะทราบอยู่แล้วเพราะมีชื่อหมอติดอยู่หน้าห้อง )


6.       สิทธิที่จะขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่นที่มิได้ให้บริการแก่ตนและมีสิทธิในการขอเปลี่ยนผู้ให้บริการและสถานบริการได้ เช่น เมื่อผู้ป่วยสงสัยในการตรวจ รักษา ก็มีสิทธิที่จะขอความเห็นจากหมออีกคนที่ไม่ได้เป็นผู้รักษาเราได้ หรือถ้ารักษากับหมอคนนี้แล้วไม่ถูกใจ หมอพูดไม่ดี ชอบดุหรือไม่ประทับใจ ก็ขอเปลี่ยนหมอได้ หรือถ้าไม่สะดวกที่จะมารักษาที่โรงพยาบาลนี้ก็สามารถเปลี่ยนโรงพยาบาลได้ เป็นต้น


7.       สิทธิที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ซึ่งสิทธิในข้อนี้นั้นเป็นจรรยาบรรณที่บัญญัติไว้ในข้อบังคับของวิชาชีพทางด้านสุขภาพที่ผู้ประกอบวิชาชีพต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย


8.       สิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนในการตัดสินใจเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการเป็นผู้ถูกทดลอง หมายความว่าในบางกรณีหมอจะทำการศึกษาวิจัย ตัวยา หรือเทคโนโลยีในการรักษาใหม่ๆต้องทำในผู้ป่วย เราในฐานะผู้ป่วยก็มีสิทธิที่จะทราบถึงรายละเอียดของการทดลอง ผลดี ผลเสีย ,ระยะเวลาการทดลองหรือข้อมูลต่างๆเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมในการทดลองครั้งนี้หรือถ้าเข้าร่วมแล้วก็มีสิทธิที่จะถอนตัวจากการทดลองได้


9.       สิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น หมายความว่า ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะขอข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของตนเองที่อยู่ในเวชระเบียน แต่ไม่ใช่ไปขอ เอกสารเวชระเบียน เพราะเอกสารเวชระเบียนเป็นทรัพย์สินของทางสถานพยาบาล


10.   บิดา มารดา หรือผู้เทนโดยชอบธรรม อาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์ ผู้บกพร่องทางกายหรือจิตซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเองได้ ซึ่งสิทธิข้อนี้นั้นมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่แล้ว เพียงแต่นำมาไว้ในคำประกาศสิทธิผู้ป่วยเพื่อย้ำถึงความที่มีอยู่ของสิทธิดังกล่าว





ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นคำประกาศสิทธิทั้ง 10 ประการ ซึ่งข้อที่มักจะมีปัญหาเสมอๆก็คือข้อ 3 ซึ่งเป็นเรื่องการรับทราบข้อมูลอย่างเพียงพอเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น,กระบวนการในการรักษา,ผลการรักษา,ผลข้างเคียงหรือรายละเอียดต่างๆที่ผู้ป่วยต้องทราบ ซึ่งเมื่อเกิดความไม่เข้าใจกันก็มักจะนำมาซึ่งการร้องเรียน ฟ้องร้องเป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลกัน ส่วนอีกข้อที่มักจะมีปัญหามากในทางปฏิบัติคือ สิทธิในข้อ 9 ซึ่งเกิดขึ้นผู้ป่วยต้องการขอข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาของตนเองเพื่อนำไปรักษาต่อหรือนำไปใช้ในกรณีอื่น  ผู้ป่วยมักจะต้องการสำเนาของเวชระเบียน แต่ทางสถานพยาบาลมักจะให้เป็นใบรับรองการรักษาซึ่งหมอก็จะสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาไว้ในใบรับรองนี้ซึ่งผู้ป่วยไม่ค่อยพอใจอาจจะสงสัยและคิดว่าทางหมอปกปิดข้อมูลที่บันทึกไว้ในเวชระเบียน ทั้งๆที่ใบรับรองดังกล่าวก็มีรายละเอียดครบถ้วนแล้ว การที่หมอไม่ได้สำเนาเวชระเบียนให้กับผู้ป่วยอาจเป็นเพราะ ในเวชระเบียนหมอมักจะบันทึกไว้ด้วยลายมือที่ไม่ค่อยเรียบร้อยหรือที่เราเรียกกันว่าเขียนหวัดๆ อ่านไม่ค่อยออก ต้องเป็นเจ้าของลายมือเท่านั้นถึงจะอ่านออกทำให้เมื่อผู้ป่วยได้สำเนาไปเพื่อรักษาต่อแล้ว หมอที่รักษาต่ออ่านไม่รู้เรื่อง  ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยได้ใบรับรองการรักษาก็น่าจะเป็นข้อมูลที่เพียงพอสำหรับนำไปเป็นข้อมูลในการรักษาต่อแล้ว  แต่ถ้าผู้ป่วยยังยืนยันที่จะขอสำเนาเวชระเบียน ก็เป็นสิทธิที่จะทำได้และทางสถานพยาบาลก็ต้องทำให้  เพียงแต่ว่าจะทำให้ทางสถานพยาบาลรู้สึกว่า อาจจะถูกผู้ป่วยร้องเรียนหรือฟ้องร้องได้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้ประกอบวิชาชีพสุขภาพแย่ลง  ส่วนฟิล์มเอกซ์เรย์ หรือแบบพิมพ์ฟันนั้น เมื่อผู้ป่วยขอ  ถ้าเป็นสถานพยาบาลของรัฐมักจะไม่มีปัญหา ซึ่งทางสถานพยาบาลจะให้ผู้ป่วยไปโดยให้ผู้ป่วยลงลายมือชื่อไว้ว่าเป็นคนรับไปเก็บรักษาเอง  แต่สำหรับสถานพยาบาลเอกชนแล้ว เนื่องจากทั้งฟิล์มเอกซ์เรย์และแบบพิมพ์ฟัน เป็นหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งทางสถานพยาบาลจะต้องเก็บรักษาไว้ ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามกฎหมาย แต่ถ้าผู้ป่วยต้องการจริงๆก็สามารถดำเนินการได้โดยทำเป็นหนังสือขอเป็นทางการกับทางสถานพยาบาลนั้นและลงลายมือชื่อไว้เช่นเดียวกับกรณีของสถานพยาบาลของรัฐเป็นรายๆไป  ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยนั่นเอง 

Kriengsak Chareonwongsak sukk.araya : ยาสำหรับเด็ก




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
การใช้ยาในเด็ก โดย องค์การอาหารและยา
การใช้ยาในการรักษาโรคโดยทั่วไปจะปลอดภัยหรือไม่นั้น ขึ้นกับว่าใช้ยาอย่าง ถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากยาแต่ละประเภทมีวิธีและขนาดการใช้งานที่แตกต่างกัน หากใช้ไม่ถูกต้องอาจจะส่งผลร้ายแรงได้ โดยเฉพาะการใช้ยาในเด็กที่ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ ความอดทนของ ร่างกายต่ำกว่าผู้ใหญ่ จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังกว่าปกติ เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นแล้ว ผลเสียที่เกิดกับเด็กจะร้ายแรงกว่าที่เกิดกับผู้ใหญ่หลายเท่า บทความนี้จะแนะนำข้อมูลที่จำเป็นและเป็นประโยชน์โดยเริ่มจากข้อควรพิจารณาเบื้องต้น แนวคิดการให้ยาเด็กพร้อมคำนิยามที่ควรรู้ ข้อควรระวัง ข้อห้ามในยาบางชนิดที่ใช้กันแพร่หลาย อีกทั้งยังแนะนำกลเม็ดการให้ยาแก่เด็กอีกด้วย
ข้อควรพิจารณาเบื้องต้นสำหรับการใช้ยาในเด็ก ได้แก่
1.ไม่ควรใช้ยาโดยไม่จำเป็น หากหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง เพราะโรคบางโรคที่ไม่รุนแรงสามารถปล่อยให้อาการทุเลาเองได้
2. ควรเลือกยาที่มีความปลอดภัยสูง โดยพยายามเลือกยาที่คุ้นเคยหรือที่เคยใช้แล้วปลอดภัย
พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาชนิดใหม่ๆโดยไม่จำเป็น
3. ควรอ่านฉลากยาให้ถี่ถ้วนก่อนใช้ยาและสังเกตลักษณะของยาว่ามีลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนแปลงจากที่เคยใช้หรือไม่ เนื่องจากแพทย์หรือเภสัชกรมักเลือกยาประเภทน้ำเชื่อมให้เด็ก ซึ่งยาประเภทดังกล่าวจะหมดอายุเร็วกว่ายาประเภทยาเม็ด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพของยาอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กที่กินยานั้นได้
4. หากเด็กโตพอที่จะกินยาเม็ดได้ ให้เลือกใช้ยาเม็ดดีกว่ายาน้ำ เพราะนอกจากจะราคาถูกกว่าแล้วยังพกพาสะดวกและหมดอายุช้ากว่าด้วย สำหรับยาฉีดควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ โดยแพทย์เป็นผู้สั่งให้ฉีดยาและฉีดโดยแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้น เนื่องจากยาฉีดมีโอกาสแพ้แบบช็อค (Anaphylaxis) อย่างรุนแรงมากกว่ายาชนิดอื่น
เมื่อทราบข้อควรพิจารณาเบื้องต้นแล้ว สิ่งที่น่าสนใจตามมาก็คือคำถามที่ว่าทำไมการให้ยาในเด็กจึงต้องมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่
เหตุผลหลักที่ทำให้การให้ยาในเด็กแตกต่างจากการให้ยาในผู้ใหญ่
1. การดูดซึมยาเข้าร่างกาย เนื่องจากกระเพาะอาหารของเด็กมีสภาวะความเป็นกรดน้อยกว่าและการบีบตัวมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้การดูดซึมยาได้น้อยกว่าผู้ใหญ่
2. การเผาผลาญทำลายยาและการขับถ่ายยา เนื่องจากตับและระบบเอ็มไซม์ต่างๆของเด็ก ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้กระบวนการทำลายยาไม่ดีเท่าผู้ใหญ่
3. น้ำหนักตัว ส่วนสูง และพื้นที่ผิวของร่างกาย เนื่องจากปกติเด็กจะมีน้ำหนักตัว ส่วนสูง และ พื้นที่ผิวของร่างกายน้อยกว่าผู้ใหญ่ ทำให้การให้ยาในเด็กจึงมีขนาดยาที่น้อยกว่าผู้ใหญ่ด้วย โดยการคำนวณขนาดยาจากน้ำหนักตัวของเด็กเป็นหลัก เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและมีความแม่นยำสูง
หลายท่านอาจเคยสับสนเมื่ออ่านเอกสารเกี่ยวกับยาของเด็กเช่น เด็กแรกเกิด เด็กอ่อน ทารก เด็กเล็กหรือเด็กโต เขาแบ่งกันอย่างไร เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องจึงควรทราบ คำนิยามที่ควรรู้เหล่านี้เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดในการเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับเด็ก ดังนี้
1. เด็กแรกเกิด (New Born) หมายถึง เด็กแรกคลอดจนถึง 4 สัปดาห์
2. เด็กอ่อนหรือทารก (Infant) หมายถึง เด็กแรกคลอดจนถึง 1 ขวบ
3. เด็กเล็ก หมายถึง เด็ก 1 ขวบถึง 6 ขวบ
4. เด็กโต หมายถึง เด็ก 6 ขวบ ถึง 12 ขวบ
สำหรับเด็กอายุ 12 ขวบขึ้นไป สามารถให้ยาได้เหมือนกับผู้ใหญ่
สิ่งที่สำคัญมากที่ควรพิจารณาในการเลือกใช้ยากับเด็กก็คือข้อควรระวังและ ข้อห้ามต่างของยาแต่ละชนิดเพราะหากมองข้ามประเด็นเหล่านี้แล้ว การให้ยาเพื่อรักษาอาจ แปรเปลี่ยนเป็นการซ้ำเติมเด็กให้มีอาการเลวร้ายมากขึ้นและในบางกรณีอาจถึงแก่ชีวิตได้
ข้อควรระวังเมื่อใช้ยากับเด็ก
1. ยาปฏิชีวนะ นิยมทำเป็นรูปผงแห้ง ก่อนผสมน้ำควรเคาะขวดยาให้ผงยากระจายตัวก่อน จึงผสมน้ำสุกต้มที่เย็นแล้วให้ได้ระดับที่กำหนด ยาบางชนิดเมื่อผสมน้ำแล้วต้องเก็บในตู้เย็นและต้องกินยาติดต่อ
กันจนหมด แม้ว่าอาการจะหายดีแล้ว ยกเว้นกรณีแพ้ยาให้หยุดยาทันทีและรีบไปพบแพทย์
2. ยาลดไข้ ที่นิยมให้เด็กกินก็คือ พาราเซตามอล (Paracetamol) โดยให้เด็กกินยาทุก 4-6 ชั่วโมงจนไข้ลด แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ภายใน 2 วัน หรือมีไข้สูงมาก ควรไปพบแพทย์ ห้ามเปลี่ยนไปใช้ยาแอสไพริน
(Aspirin) หรือ ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) เพราะหาก เด็กเป็นไข้เลือดออกจะทำให้เกิดอันตรายได้ และยาพาราเซตามอล ไม่ควรกินยาติดต่อกันเกิน 5 วัน เพราะอาจมีผลเสียต่อตับได้ ส่วนกรณีจำเป็นเมื่อต้องใช้ยาลดไข้แอสไพริน หรือ ไอบูโปรเฟน ควรให้กินยาหลัง รับประทานอาหารทันที เนื่องจากยานี้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และนอกจากการให้ ยาลดไข้แล้ว ควรเสริมด้วยการเช็ดตัวเด็กด้วยผ้าชุบน้ำ หมาดๆ เช็ดตามข้อพับ ตามซอกต่างๆและลำตัว เพราะจะช่วยระบายความร้อนและลดไข้ได้ดีขึ้น
3. ยาแก้ไอ ไม่ควรนำยาแก้ไอของผู้ใหญ่มาให้เด็กกิน เพราะยาบางชนิดอาจจะผสมแอลกอฮอล์ หรือยาบางตัวอาจมีฤทธิ์กดศูนย์กลางการหายใจ อาจทำให้เด็กหยุดหายใจจนเสียชีวิตได้
4. ยาแก้ท้องเสีย ไม่ควรให้ยาที่มีความแรงมากในเด็กเล็ก เพราะอาจไปกดการหายใจได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการให้น้ำและเกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ เพราะอาการขาดน้ำในเด็กอาจทำให้เสียชีวิตได้
ข้อห้ามใช้ของยาสำหรับทารกและเด็กเล็กบางชนิดที่ควรจดจำ
1. แอสไพริน (Aspirin) ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้
2. คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ไม่ควรใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน เพราะอาจทำให้ซึมนอนไม่หลับ หรือชักได้
3. คลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) ห้ามใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือน เพราะอาจทำให้เด็กตัวเขียว เนื้อตัวอ่อนปวกเปียก หรือหมดสติได้
4. โลเปอราไมด์ (Loperamide) ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะอาจกดศูนย์การหายใจ
5. ซัลฟานาไมด์ (Sulfanamide) ห้ามใช้ในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน เพราะอาจทำให้เกิด ดีซ่านและสมองพิการได้
6. เตตร้าซัยคลิน (Tetracyclin) ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ เพราะอาจทำให้ฟันเหลืองดำอย่างถาวรและกระดูกเจริญเติบโตไม่ดี
7. เดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะยาอาจกดศูนย์กลางการหายใจ
ประเด็นสุดท้ายที่ฝากไว้กับผู้ปกครองที่กำลังจะให้ยาแก่เด็ก คือกลเม็ดเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ ที่จะทำให้การให้ยาเด็กมีประสิทธิภาพและได้ผลมากยิ่งขึ้น
กลเม็ดเคล็ดลับการให้ยาเด็ก
1. ต้องใจเย็นและมีความอดทน เพราะโดยธรรมชาติของเด็กส่วนใหญ่มักไม่ชอบกินยา ควรพยายามหว่านล้อมและชักจูงเด็กมากกว่าที่จะใช้วิธีบังคับ เพราะยิ่งจะทำให้ให้เด็กกินยา ยากยิ่งขึ้น
2. ไม่ควรบีบจมูกแล้วกรอกยาใส่ปากเด็กและไม่ควรป้อนยาให้เด็กขณะที่เด็กกำลังร้องหรือดิ้น เพราะนอกจากจะทำให้เด็ก สำลักแล้ว ยังส่งผลทางด้านจิตใจต่อเด็กด้วย
3. หากยามีรสชาติไม่ดีหรือมีกลิ่นไม่น่าทาน ควรผสมน้ำเชื่อมเพื่อเพิ่มรสชาติที่ดี ทำให้เด็กกินยาได้ง่ายขึ้น
4. ไม่ควรใส่ยาลงไปในขวดนมเพื่อให้เด็กได้รับยาจากการดูดนม เพราะถ้าเด็กดูดนมไม่หมด จะทำให้เด็กได้รับยาไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะเป็น นอกจากนั้นยาบางชนิดอาจทำให้รสชาดของนมเสียไปอาจส่งผลให้เด็กไม่อยากกินนมอีกด้วย
5. ไม่ควรให้ยาพร้อมกับอาหารที่จำเป็นต่อเด็ก เพราะจะทำให้เด็กปฏิเสธอาหารเหล่านั้นในภายหลัง
6. ใช้อุปกรณ์มาตรฐานในการตวงยาให้เด็ก ไม่ควรใช้ช้อนทานข้าวหรือช้อนชงกาแฟที่ใช้ในครัวเพราะจะทำให้ได้ปริมาณยาที่ไม่ถูกต้อง และขนาดมาตรฐานในการตวงยาที่ใช้กันอย่าง แพร่หลายคือ 1 ช้อนชา เท่ากับ 5 มิลลิลิตร และ 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ 15 มิลลิลิตร
การให้ยาเด็กแม้จะเป็นเรื่องที่ยากกว่าการให้ยาผู้ใหญ่ แต่เชื่อว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าที่จะศึกษา เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก ดังนั้นการให้ยาเด็กจึงมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ในหลายประเด็น ไม่ใช่เพียงแต่ขนาดยาที่แตกต่างกันเท่านั้นนอกจากนั้นการให้ยาเด็กควรมีจิตวิทยาพอสมควร เพราะเด็กส่วนใหญ่มักไม่ชอบทานยา อีกทั้งเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผลของการกินยา แต่เมื่อถึงเวลาที่เด็กต้องกินยาเราควรหาวิธีที่เหมาะสมเพื่อทำให้การให้ยาเป็นไปตามที่ควรจะเป็นและถูกต้องตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ

Wednesday, September 29, 2010

Sunday, September 26, 2010

Kriengsak Chareonwongsak Sukk.araya : โรคไต




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


รวมบทความ สื่อ ข้อมูลโรคไต



Link
ชมรมเพื่อนโรคไต
สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย
คำถามโรคไต
มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย
siamkidney
ชมรมพยาบาลโรคไต
yourhealthgiude
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต

---------------------------------------------------------------
อาหารสำหรับคนโรคไต
แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร กองโภชนาการ

อาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ควรเป็นอย่างไร
ผู้ป่วยด้วยโรคไตนอกเหนือจากการปฏิบัติตัวด้วยการพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว ก็ควรรู้จักการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ในระยะแรกของผู้ป่วยโรคไตประเภทที่มีการรั่วของไข่ขาวออกมาทางปัสสาวะมากๆ จะมีระดับไข่ขาวในเลือดต่ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพอเพื่อชดเชยไข่ขาวที่สูญเสียไปทางปัสสาวะ แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยที่มีไตวายเรื้อรังระยะหลังๆเมื่อมีสารพิษต่างๆคั่งอยู่ในร่างกายมากขึ้น ผู้ป่วยเหล่านี้จำเป็นต้องจำกัดอาหารประเภทโปรตีนเพราะการทานอาหารโปรตีนมากๆจะทำให้มีของเสียคั่งค้างมากขึ้นสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายพิการระยะแรกๆ ที่ยังไม่มีความดันโลหิตสูงและยังไม่มีอาการบวม ระยะนี้ผู้ป่วยมักจะมีปริมาณปัสสาวะแต่ละวันเท่าเทียมกับคนปกติ ดังนั้นระยะนี้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องจำกัดหรือลดน้ำดื่มและเกลือโซเดียมในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยที่เป็นไตวายในระยะหลังๆ เมื่อไตเสื่อมมากขึ้นจนไม่สามารถขับน้ำและเกลือโซเดียมได้เท่าคนปกติ ผู้ป่วยในระยะนี้จะมีปัสสาวะน้อย บวมและความดันโลหิตสูง ซึ่งอาการดังกล่าวจำเป็นต้องลดน้ำและเกลือโซเดียมลง โดยทั่วไป ควรจำกัดอาหารเค็ม โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตที่มีปริมาณปัสสาวะน้อย อยู่ในระยะที่มีอาการบวม มีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีความดันโลหิตสูง แต่ในบางรายเป็นโรคไตที่มีการสูญเสียเกลือทางปัสสาวะมากกลับ จำเป็นต้องให้อาหารเค็มหรือให้เกลือทดแทน ในรายที่มีอาการไตวายเรื้อรัง มีปัสสาวะน้อย ควรจำกัดอาหารโปรตีน ไขมัน จำกัดผลไม้ ส่วนอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลมีผลดีในขณะที่เป็นไตวาย แต่ต้องระมัดระวังในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง
โรคไตวายเรื้อรังมีหลายระยะ ระยะเริ่มแรกอาการจะน้อยมาก แต่เมื่อเป็นจนถึงระยะปานกลาง และระยะรุนแรงอาการจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการจะเพิ่มพูนจนไปถึงไตวายระยะสุดท้ายอย่างรวดเร็ว ซึ่งการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายนั้น นอกจากผู้ป่วยจะได้รับความทุกข์ทรมานแล้ว ยังเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ดังนั้นจึงควรชะลอการดำเนินของโรคไตวายเรื้อรังด้วยการควบคุมอาหาร
อาหารจำกัดโซเดียม
ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการบวม ถ่ายปัสสาวะน้อย หัวใจวาย น้ำท่วมปอด หรือมีความดันโลหิตสูง เมื่อสั่งให้ "กินอาหารจำกัดโซเดียม" หมายความว่าจะต้องงดอาหารที่มีโซเดียมมาก
อาหารที่มีโซเดียมมาก ได้แก่
􀂙 อาหารที่มีรสเค็ม เพราะมีโซเดียมคลอไรด์ (เกลือ) มาก เช่น เกลือป่น เกลือเม็ด น้ำปลา น้ำบูดู ซอสหอย ซอสเนื้อซอสถั่ว ซีอิ๊ว ซอสที่มีรสอื่นนำ มีรสเค็มแผง เช่น ซอสพริก (มีรสเปรี้ยว และเผ็ดนำ ความจริงมีรสเค็มด้วย) ซอสมะเขือเทศ ซอสรสเปรี้ยว ๆ เป็นต้น
􀂙 อาหารดองเค็ม เช่น เนื้อเค็ม กุ้งแห้ง กะปิ ผักดองเค็ม ผลไม้ดองเค็ม
􀂙 อาหารดองเปรี้ยว เช่น หลาเจ่า แหนม ไส้กรอกอีสาน หัวหอมดอง หน่อไม้ดอง ผัดกอดเขียวดองเปรียว ผักดองสามรส กระเทียมดองสามรส เป็นต้น
􀂙 อาหารที่มีรสหวาน และเค็มจัด เช่น ปลาหวาน กุ้งหวาน หมูหยอง หมูแผ่น กุนเชียง ผลไม้แช่อิ่ม เป็นต้น
อาหารจำกัดโปแตสเซียม
การจัดอาหารให้มีโปแตสเซียมน้อย กระทำได้ยากกว่าการจัดให้มีโซเดียมน้อย เพราะธาติโปแตสเซียมมีใน
อาหารทั่วไปทั้งสัตว์ และพืชต่างจากโซเดียม ซึ่งมีมากแต่ในสัตว์ (เช่น เนื้อ นม ไข่) อาหารที่มีโปแตสเซียมมาก คือ
􀂙 พวกเนื้อสัตว์ ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เครื่องในสัตว์ ไข่ และนม
􀂙 พวกผัก ได้แก่ หัวผักกาดสีแสด ผักชี ผักที่มีใบสีเขียวเข้ม ถั่วดำ และถั่วปากอ้า มีมากเป็นพิเศษ
􀂙 พวกผลไม้ ได้แก่ กล้วย ส้ม และน้ำส้มคั้น แตงโม แตงหอม มะละกอ ลูกท้อ ผลไม้แห้งทุกชนิด เช่น ลูกเกด ลูกพรุน เบ็ดเตล็ด กากน้ำตาล ช็อกโกแล็ต มะพร้าวขูด ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยต้องกินอาหารจำกัดโปแตสเซียม จึงต้องจำกัดอาหารทั้งพวกเนื้อสัตว์ พวกผัก และผลไม้ประเภทที่มีโปแตสเซียมสูง ๆ
อาหารจำกัดโปรตีน มีประโยชน์อย่างไร
อาหารจำกัดโปรตีนจะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของไต และช่วยลดระดับของเสียที่คั่งอยู่ในร่างกายผู้ป่วย ทำให้อาการบางอย่างของโรคไตวายลดลง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มีแผลในปาก เป็นต้น
อาหารที่มีโปรตีนสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ (ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อปลา) เครื่องในสัตว์ ไข่ นม และถั่ว
คำว่า "จำกัด" ในที่นี้หมายถึง ให้รับประทานแต่น้อย แต่ไม่ได้ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาด คือให้รับประทานได้ วันละ 20-25 กรัม นั่นคือ เนื้อสัตว์ประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ หรือหมูย่างประมาณ 4 ไม้
การจำกัดปริมาณน้ำ
หากผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังขั้นรุนแรง จะต้องจำกัดปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวันให้เหมาะสม ตามวิธีการ
คำนวณง่าย ๆ คือ
ปริมาณน้ำดื่มแต่ละวัน = ปริมาณปัสสาวะของเมื่อวาน + 500 มิลลิลิตร
อาหารสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมต้องการ คือ
- อาหารโปรตีนต่ำ 40 กรัมโปรตีนต่อวัน ร่วมกับเสริมกรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด หรืออาหารโปรตีนสูง 60-75 กรัมโปรตีนต่อวัน
- พยายามใช้ไข่ขาว และปลาเป็นแหล่งอาหารโปรตีน
- หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์
- หลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ และกะทิ
- งดอาหารเค็ม จำกัดน้ำ
- งดผลไม้ ยกเว้นเช้าวันฟอกเลือด
- งดอาหารที่มีฟอสเฟตสูง เช่น เมล็ดพืช นมสด เนย ไข่แดง
- รับประทานวิตามินบีรวม, ซี และกรดโฟลิก
- รับประทาน อาหารวิตามินดีชนิด 1-alpha hydrocylated form ตามแพทย์สั่ง หลีกเลี่ยงวิตามินเอการรักษาโรคไตนั้นนอกจากจะรักษาด้วยยาแล้ว การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และเรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากโรคไตส่วนใหญ่ใช้เวลารักษานาน ผู้ป่วยจึงไม่ควรเพิ่ม ลด หยุดยา หรือไปซื้อยารับประทานเอง เพราะอาจเป็นอันตราย

------------------------------------------------------


การป้องกันโรคไต (รศ. นพ. ทวี ศิริวงศ์)

http://www.tnnanurse.org/th/index.php?option=com_content&view=article&id=49:curabitur-convallis&catid=35:demo-category
 ผู้ที่จะเกิดโรคไตวาย แบ่งง่ายๆ เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีโรคที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตอยู่แล้ว กลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคนิ่ว เป็นต้น กลุ่มที่ 2 ได้แก่ กลุ่มที่มีโรคซ่อนอยู่แต่ไม่รู้ตัว บางท่านรู้สึกว่าตนมีสุขภาพแข็งแรง ในขณะที่บางท่านกินยาที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้เป็นประจำ

ในกลุ่มแรก ท่านคงต้องมาพบแพทย์เป็นประจำ เป้าหมายของการรักษาที่แพทย์แจ้งให้ท่านทราบมีความสำคัญอย่างยิ่ง  สำหรับท่านที่มีความดันโลหิตสูง จะต้องดูแลตนเองให้ระดับความดันโลหิตต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวาน ท่านจะต้องคุมระดับน้ำตาลในเลือดตอนเช้าอยู่ในระดับ 90-130 มก.%  การดูแลตนเองและใช้ยาให้ได้ผลตามเป้าที่แพทย์และพยาบาลแนะนำจะมีผลช่วยป้องกันการเกิดโรคไตวายได้
ในกลุ่มที่ 2 ท่านที่รู้สึกว่า ตนเองสุขภาพดี ไม่เคยเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล  บางท่านเป็นนักกีฬา  เหล่านี้ไม่ได้รับประกันว่าท่านจะไม่เป็นโรคไต   แม้ท่านจะไม่มีอาการใดๆเลยก็ตาม ท่านก็อาจจะมีโรคไตซ่อนอยู่ในตัวอยู่แล้วก็เป็นได้  ทางที่ดีท่านลองพิจารณาคำแนะนำดังต่อไปนี้ ได้แก่
1. วิธีที่ดีที่สุด คือ ท่านควรจะไปรับการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะรวมการตรวจสุขภาพไตขั้นต้น 3 ประการได้แก่ วัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือดหาระดับ “ครีอะตินีน”  ผลการตรวจจะบอกได้ขั้นต้นว่าท่านมีโรคไตซ่อนอยู่หรือไม่  ถ้ามีความผิดปกติแม้เล็กน้อยก็ตาม แพทย์ก็จะแนะนำให้ท่านรับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อวินิจฉัย
2. สนใจสุขภาพตนเอง รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้พอเพียง  ถ้าท่านมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อโรคไต ท่านควรจะหลีกเลี่ยง ซึ่งที่สำคัญๆ ได้แก่ การงดบุหรี่ หลีกเลี่ยงสุรา ออกกำลังกาย ดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียง เป็นต้น
3. ถ้าร่างกายท่านแสดงสัญญาณอันตรายบอกโรคไตอันใดอันหนึ่ง (ดูตารางที่ 1) ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ ซึ่งอาจพบว่า ท่านไม่มีโรคใดๆเลยก็ได้ หรือบางท่านอาจมีความผิดปกติของไตเล็กน้อย การรักษาก็แค่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตก็เพียงพอ  ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ ถ้าทิ้งไว้นานโดยไม่ทำอะไร ก็อาจเกิดโรคไตเรื้อรังได้
สัญญาณอันตรายบอกโรคไต 6 ประการ
  1. • ปัสสาวะขัด
  2. • ปัสสาวะสีเข้มแบบสีน้ำล้างเนื้อ
  3. • ปัสสาวะบ่อย
  4. • บวมหน้า บวมเท้า
  5. • ปวดหลัง ปวดเอว
  6. • ความดันโลหิตสูง
4. ระวังอย่าให้เกิดท้องเสีย โดยกินเฉพาะอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ถ้าเกิดท้องเสียท่านจะต้องได้รับน้ำทดแทนอย่างพอเพียง   ถ้าท่านมีโรคไตเรื้อรังอยู่แล้ว การที่เกิดท้องเสียจนทำให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงและเกิดไตวายเฉียบพลันได้ และบ่อยครั้งไตที่วายแล้วไม่ฟื้นกลับอีกเลย  
5. หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเองเป็นประจำ  ปัจจุบัน การแพทย์ยุคใหม่ส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเอง การซื้อยาง่ายๆรักษาตนเอง อาทิ โรคหวัด ปวดหัว ท่านซื้อยากินเองได้ แต่ต้องทราบว่า กิน 1 ชุดแล้วไม่หาย ท่านต้องไปพบแพทย์ เพราะโรคที่ท่านคิดว่าตนเองเป็น อาจจะมีสาเหตุอื่นๆ ที่แพทย์ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่พบว่า ท่านที่เป็นโรคเรื้อรังบางโรคที่ไม่น่าจะเป็นโรคไต อาทิ โรคผิวหนัง โรคปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน  ท่านที่ซื้อยากินเอง กินยาที่ไม่ทราบสรรพคุณ เชื่อตามคำโฆษณา เมื่อกินเข้าไปมากๆ แล้ว ทำให้เกิดไตอักเสบ จนเป็นไตวายเรื้อรัง  สุดท้ายโรคที่มีอยู่ก็ไม่หาย แถมเกิดโรคไตวายเพิ่ม
6. การกินยาซ้ำซ้อน
มียาหลายอย่างที่แพทย์จ่ายให้ผู้ป่วย ได้แก่ โรคปวดข้อ ปวดเส้น ปวดกล้ามเนื้อ  ยาที่จ่ายอาจมียากลุ่มหนึ่งที่ท่านควรจะรู้จัก ได้แก่ “ยาเอ็นเสด” ซึ่งเป็นยาลดอักเสบฤทธิ์แรงมาก กินแล้วอาการปวดมักจะทุเลาลง แต่การทุเลาจะเป็นเพียงชั่วคราว เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ หลังหมดฤทธิ์ยา ผู้ป่วยจะกลับมาปวดได้อีก โดยทั่วไป แพทย์จะพยายามแก้ไขต้นเหตุอยู่แล้ว
ท่านที่เป็นผู้ป่วยโรคปวดต่างๆ ท่านควรจะถามแพทย์ว่า ยาที่ท่านได้มี “ยาเอ็นเสด” หรือไม่ และถ้ามีท่านต้องทำตัวอย่างไร  ท่านที่ไปหาแพทย์หลายคลินิก บางครั้งท่านอาจจะได้รับยาแก้ปวดคล้ายๆกันแต่คนละยี่ห้อ และถ้ากินเข้าไปพร้อมกันจะมีผลเสียอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพไต ซึ่งหลักอันหนึ่งที่แพทย์มักจะต้องเตือนท่าน คือยาเก่าอย่าเก็บไว้ ยกเว้นแต่ได้นำไปให้แพทย์ตรวจดูและบอกว่ากินต่อไปได้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ท่านต้องทราบว่า คนธรรมดาทั่วไปจะไม่ต้องกินยาเป็นประจำ นอกจากมีโรคที่ต้องรักษา  ดังนั้น การที่ท่านต้องกินยาโดยที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคใด ท่านควรจะถามแพทย์ที่ดูแลท่านว่าท่านเป็นโรคใด และจะต้องกินนานเพียงไร แน่นอน โรคบางโรคอาจต้องกินยาประจำตลอดชีวิต แต่บางโรคพออาการหายแล้วต้องหยุดยา
ปัจจุบัน พบว่ามีผู้ป่วยบางรายพอกินยาหมด อาการยังไม่หาย กลับนำซองยาเปล่าที่ได้จากแพทย์ไปซื้อกินเอง ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังจากยา ที่น่ากลัวคือ โรคไตจากยานี้เป็นโรคแบบเงียบๆผู้ป่วยเองไม่มีทางทราบได้ว่าเกิดโรคในระยะแรกเริ่มถ้าไม่ได้รับการตรวจ  ผู้ป่วยจะมาหาแพทย์อีกทีก็เกิดโรคไตวายแล้ว  ทั้งที่ผู้ป่วยเดิมเป็นโรคที่รักษาได้ดังเช่นโรคปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน ซึ่งปรับวิธีการทำงานใหม่ก็จะทุเลาไปได้เอง
7. หลีกเลี่ยงยาเสพติดต่างๆ โดยเฉพาะต้องงดการสูบบุหรี่ ซึ่งมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและทำให้ไตเสื่อมเร็ว
8. อย่าหลงคำโฆษณา  ในท้องตลาดมีการขายสารอาหารต่างๆมากมายเพื่อบำรุงร่างกาย อาหารเสริมเหล่านี้ ทางองค์การอาหารและยา (อย.) ได้จัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ดังนั้น สามารถหาซื้อได้ทั่วไปและไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ก่อนซื้อ ในส่วนอาหารเสริมเหล่านี้ อย. ได้รับรองแล้วว่าท่านสามารถซื้อกินได้โดยไม่เกิดโทษ แต่ทางที่ดีก่อนท่านจะซื้อ ท่านควรจะอ่านฉลากอาหารที่แนบไว้ด้วยว่า อาหารเสริมมีข้อจำกัดหรือข้อควรระวังประการใดบ้าง ต้องระวังในผู้ที่โรคบางโรคหรือไม่ อาหารเสริมบางอย่างมีเกลือผสมอยู่มาก ทำให้เกิดโทษได้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและโรคความดันโลหิตสูง
นอกจากนี้ พบว่า มีการโฆษณาเกินจริงของอาหารหรือสารบางอย่างว่าสามารถรักษาโรคไตอ่อนแอได้  คำโฆษณาเหล่านี้ ฟังดูน่าสนใจ เชื่อว่าผู้ป่วยที่มีโรคภัยไข้เจ็บอยู่แล้วโดยเฉพาะท่านที่มีโรคที่แพทย์บอกว่ารักษาไม่มีทางหาย  ท่านต้องอยากหายแน่นอน ทุกท่านอยากได้พบกับยาวิเศษ  แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า สารหรืออาหารวิเศษที่ประกาศขายตามหนังสือรายสัปดาห์และหนังสือพิมพ์นั้น ไม่มีใครรับรองสรรพคุณ ถ้าเป็นยาดีจริง ทำไมไม่มีขายในโรงพยาบาล  และถ้ายาเหล่านี้ดีจริง แพทย์จะต้องรีบจ่ายยาเหล่านี้ให้กับท่าน ทำไมต้องขายทางไปรษณีย์ที่ท่านไม่มีทางรู้จักผู้ขายเลย ท่านต้องส่งเงินหรือโอนเงินไปให้  ผลจากการหลงเชื่อเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคไตวายเรื้อรังมาแล้วนับไม่ถ้วน
โดยสรุป การดูแลไตให้มีสุขภาพดีทำได้ไม่ยาก ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเคล็ดลับสำหรับท่านที่ไม่ต้องการเป็นโรคไตวาย หรืออย่างน้อยถ้าทำได้ ก็จะช่วยยืดอายุไตของท่านออกไปอีกยาวนาน

------------------------------------

โรคไตวาย
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
http://www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-19-03-16-26/1055-2009-01-22-04-12-38
โรคไตวาย คือ ภาวะที่ไตทำงานผิดปกติ ปกติไตจะทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกทางปัสสาวะ ดังนั้น ภาวะไตวายก็คือ ภาวะที่ไตจะไม่สามารถขับของเสียรวมทั้งเกลือแร่ต่างๆ ออกมาทางปัสสาวะได้ ของเสียเหล่านั้นก็จะคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือด ไตเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย มีสองข้าง ลักษณะเป็นรูปถั่ว ขนาดในผู้ใหญ่ประมาณ 10-13 ซ.ม. ตำแหน่งอยู่ทางด้านหลังตรงบริเวณบั้นเอวทั้งสองข้าง ไตจะทำหน้าที่กรองเลือดที่มาเลี้ยงไตและนำของเสียและน้ำส่วนเกิน กรองและขับออกมาเป็นปัสสาวะ ไตเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักมากและไม่มีเวลาพักผ่อน โดยจะรับเลือดจากหัวใจในปริมาณถึงร้อยละ 20 หรือเท่ากับหนึ่งในห้าของเลือดที่บีบตัวออกจากหัวใจแต่ละครั้ง รวมปริมาณเลือดถึงประมาณวันละไม่ต่ำกว่า 1,400 ลิตร และนำมากรองขับออกมาเป็นปัสสาวะประมาณวันละ 1-2 ลิตรเท่านั้น
ภาวะไตวายโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรัง ไตวายเฉียบพลันเป็นภาวะที่เกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงที่ไตน้อยลง เช่น คนไข้มีอาการความดันโลหิตต่ำอยู่ในภาวะช็อกนานๆ หรือคนไข้ที่เสียเลือดมากๆ แต่ภาวะไตวายเฉียบพลันสามารถรักษาให้ไตกลับมาทำงานปกติได้ ส่วนภาวะไตวายเรื้อรังนั้นเป็นโรคที่มีการทำลายของเนื้อไตอย่างช้าๆ อย่างต่อเนื่อง จนไตไม่สามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ
สาเหตุ
สาเหตุที่พบบ่อยในประเทศไทย คือ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง โรคดังกล่าวถ้าได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งสองโรคนี้ในระยะยาวจะส่งผลทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังได้ ระดับน้ำตาลในเลือดมีผลต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน ยิ่งน้ำตาลในเลือดสูงมาก ยิ่งมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้มากและเกิดเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้เกิดอาการเร็วขึ้นและรุนแรงมากขึ้น ส่วนภาวะที่พบรองลงมา ได้แก่ โรคไตอักเสบเรื้อรัง โรคนิ่วในไต หรือการใช้ยาบางชนิดที่มีพิษต่อไต โดยเฉพาะยาแก้ปวดหากซื้อยากินเองเป็นระยะเวลานาน
อาการ
  1. อาการของโรคไตวายเรื้อรังในระยะแรกนั้น ของเสียในเลือดอาจจะไม่อยู่ในระดับที่สูง เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด อาจจะตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือเจาะเลือดพบว่าของเสียในเลือดขึ้นสูง บางรายอาจจะมีอาการผิดปกติ เช่น บวมบริเวณใบหน้า บริเวณหน้าตาหรือบริเวณขา ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ลุกมาปัสสาวะบ่อยๆ ตอนกลางคืน เมื่ออาการไตวายเรื้อรังเป็นมากขึ้นจะทำให้มีอาการที่เด่นชัดเจนขึ้น
  2. เมื่อเกิดภาวะไตวาย การทำงานของไตจะลดน้อยลง จนเกิดมีการคั่งของของเสียประเภทยูเรียไนโตรเจน และของเสียอื่นๆ เกิดขึ้น เราจะรู้ได้ด้วยการวัดค่าของเสียเหล่านี้คือค่า บียูเอ็นและค่าครีอะตีนีน ค่า BUN ปกติ มีค่าประมาณ 12-20 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ส่วนค่า Cr มีค่าประมาณ 0.6-1.2 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถ้าทั้งสองตัวมีค่าสูงกว่านี้โดยไม่ใช่เกิดจากยาหรือภาวะบางอย่าง โดยทั่วไปจะถือว่า มีภาวะไตวายเกิดขึ้น
    ไตวายอาจจะเป็นแบบที่มีปัสสาวะมาก คือมากกว่า 400 มิลลิลิตรต่อวัน หรือแบบมีปัสสาวะน้อย คือน้อยกว่า 400 มิลลิลิตรต่อวันก็ได้
  3. ถ้ามีปัสสาวะน้อย ผู้ป่วยมักจะบวมเหนื่อยหอบนอนราบไม่ได้ จากการมีสารน้ำคั่งจนหัวใจวาย แต่ถ้าเป็นไตวายแบบมีปัสสาวะมากผู้ป่วยจะไม่เหนื่อยหอบเร็วนัก อาจจะไม่มีอาการจนกระทั่งค่า BUN ในเลือดถึงประมาณ 80-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะเกิดภาวะของเสียคั่งที่เรียกว่า ยูรีเมีย ซึ่งมักจะมีอาการ สะอึก คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ผิวแห้ง อาจมีหัวใจวายหรือเจ็บหน้าอก จากเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และถ้าไม่รักษาจะซึม ชักหมดสติและเสียชีวิตได้
การวินิจฉัย
สามารถวินิจฉัยได้จากลักษณะประวัติอาการการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำหน้าที่ของไต การวินิจฉัยหาสาเหตุที่ทำให้ไตวายจะช่วยในการวางแผนการรักษาระยะยาวได้เป็นอย่างดี
การรักษา
ถ้าผู้ป่วยทราบว่าเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้วการตรวจพบในระยะแรกและให้การรักษาอย่างถูกต้องนั้น จะทำให้สามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ ข้อควรปฏิบัติคือ ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดที่พบบ่อยๆ คือ คนไข้มักจะซื้อยารับประทานเอง หรือไปรักษาด้วยยาจีน ยาสมุนไพร ซึ่งปัจจัยอย่างนี้ ยาบางชนิดพบว่าส่วนผสมบางอย่างทำให้ไตนั้นเสื่อมสมรรถภาพอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการพบแพทย์ ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลโรคไตวายเรื้อรังโรคไตวายเรื้อรังจะทำให้เนื้อไตนั้นเสื่อมไปแล้วแต่ก็ไม่ได้เป็นทั้งหมดจะยังมีบางส่วนที่ทำหน้าที่อยู่ได้ การรักษาโรคไตวายเรื้อรังซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ไตที่เสื่อมสภาพไปอย่างเรื้อรังและถาวรแล้วก็จะไม่สามารถกลับมาทำงานได้อีก การรักษาต่างๆล้วนแต่เป็นการนำเอาของเสียในเลือดออกนอกร่างกายเพื่อให้อาการของ
ผู้ป่วยดีขึ้น
การรักษาในระยะแรก
ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาด้วยยา จุดประสงค์ด้วยการรักษาด้วยยา ไม่ใช่การรักษาให้เนื้อไตที่เสียไปแล้วกลับสภาพทำงานได้ แต่เพื่อรักษาปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้ไตนั้นเสื่อมสภาพลง เช่น ควบคุมความดันโลหิต ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ถ้าคนไข้มีความดันโลหิตสูง การควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติ จะสามารถชะลอไม่ให้ไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว การให้ยาอื่นๆ นั้นต้องดูความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย เพราะฉะนั้นควรจะติดตามการรักษากับแพทย์และไม่ซื้อยารับประทานเองหรือเอายาของคนอื่นมารับประทาน อาหารที่ควรจะหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารเค็ม อาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง ซึ่งจะทำให้ของเสียในเลือดเพิ่มขึ้นเร็ว
การล้างไต
เป็นการขจัดของเสียในเลือดออก โดยใช้น้ำยาใส่ลงไปในช่องท้อง หลักการก็คือ จะใส่น้ำยาล้างไตลงไปในช่องท้องของผู้ป่วย และของเสียที่อยู่ในกระแสเลือดก็จะซึมผ่านผนังหลอดเลือดฝอย บริเวณเยื่อบุช่องท้องออกมาในน้ำยา แล้วจะเปลี่ยนน้ำยาที่มีของเสียนั้นออกและใส่ถุงใหม่กลับเข้าไป วันหนึ่งก็จะทำ 3- 4 ครั้ง ของเสียก็จะสามารถขจัดออกไปได้ การรักษาด้วยวิธีนี้ คนไข้อาจไม่ต้องอยู่ในโรงพยาบาล ในช่วงแรกที่ทำใหม่ๆ อาจจะต้องได้รับการดูแลโดยพยาบาลหรือแพทย์ว่าจะสามารถปฏิบัติเองได้ หรือผู้ป่วยบางรายไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ก็จะเป็นญาติที่คอยเปลี่ยนน้ำยาให้ ที่สำคัญวิธีนี้จะต้องใช้ความสะอาดมาก เพราะถ้ามีเชื้อโรค หรือล้างมือไม่สะอาดก็จะมีการติดเชื้อในช่องท้องได้ อาจจะมีอันตรายถึงชีวิตการล้างไตโดยวิธีฟอกล้างของเสียทางช่องท้องอย่างต่อเนื่องเป็นวิธีที่แพทย์สามารถฝึกให้ผู้ป่วยทำเองที่บ้านได้ นับว่าสะดวก แต่ต้องทำการเปลี่ยนถุงน้ำยาวันละ 3-4 ครั้งทุกๆวันตลอดไป และแพทย์จะนัดมาเปลี่ยนสายน้ำยาที่ใช้ฟอกล้างของเสียทุกหนึ่งเดือน ผู้ป่วยสามารถทำงานและปฏิบัติภารกิจได้เหมือนคนปกติ
การฟอกเลือดโดยใช้เครื่องไตเทียม
การฟอกเลือดโดยใช้เครื่องไตเทียม เป็นการนำเลือดออกจากร่างกายผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผ่านเข้าเครื่องไตเทียม แล้วให้เครื่องทำการฟอกเลือดเหมือนกับไตที่ทำหน้าที่ตามปกติ เมื่อเครื่องไตเทียมทำหน้าที่ฟอกเลือดแล้ว จึงนำเลือดกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยในระบบที่ปราศจากการปนเปื้อน เครื่องไตเทียมจะใช้ตัวกรองช่วยทำให้เลือดสะอาด อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนของเสีย เกลือแร่ ระหว่างเลือดกับน้ำยาฟอกเลือด ในขณะที่เลือดไหลผ่านตัวกรอง ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ เหมือนหลอดเลือดฝอยที่มีรูขนาดเล็กมากๆ อยู่ที่ผนังของหลอด และมีน้ำยาฟอกเลือดไหลผ่านอยู่ด้านนอกเลือด ของเสียที่มีระดับสูงในเลือดจะเคลื่อนผ่านผนังของตัวกรองเข้าไปอยู่ในน้ำยาฟอกเลือด ทำให้ระดับของเสียในเลือดลดลงส่วนน้ำและเกลือแร่จะมีการเคลื่อนผ่านผนังของตัวกรอง ทำให้ระดับของเกลือแร่และดุลของสารน้ำในร่างกายเป็นปกติ การฟอกเลือดโดยใช้เครื่องไตเทียม ต้องมาฟอกที่โรงพยาบาล การฟอกเลือดจะต้องมาฟอกสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งหนึ่งประมาณ 4-5 ชั่วโมง อาการอันเกิดจากการคั่งของเกลือ และของน้ำ ได้แก่ อาการบวม หอบ เหนื่อย นอนราบไม่ได้ จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ภายใน 1 - 2 วัน ความดันโลหิตที่สูงอยู่ก่อนจะลดลงและควบคุมได้ดีขึ้น หากมีภาวะหัวใจล้มเหลว อาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 1 - 3 วัน อาการหอบเหนื่อย อันเกิดจากเลือดเป็นกรด จะดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลา 1 - 3 วัน ส่วนอาการอันเกี่ยวข้องกับระบบประสาท ได้แก่ มึนงง สับสน ไม่รู้สติ กระตุก หรือชัก รวมทั้งอาการของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการคลื่นไส้
อาเจียนเบื่ออาหารจะดีขึ้นภายใน 2 - 4 วันการผ่าตัดเปลี่ยนไต ปัจจุบันการรักษาโดยการเปลี่ยนไต ทางการแพทย์เรียกว่า การผ่าตัดปลูกถ่ายไตก็เป็นการรักษาโดยการนำไตของผู้ป่วยอื่นมาใช้ ลักษณะของไตที่บริจาคโดยผู้ป่วยเสียชีวิตจากสมองตาย หรือจะเป็นไตจากผู้มีชีวิตอยู่ เช่น ญาติ พี่น้อง พ่อแม่ แพทย์จะนำไตหนึ่งข้างของผู้บริจาคมาใส่ในผู้ป่วยที่เป็นไตวายเรื้อรัง เพื่อที่จะให้ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสีย การผ่าตัดปลูกถ่ายไตมีข้อจำกัดหลายประการ แต่ปัจจุบันการผ่าตัดปลูกถ่ายไตสามารถกระทำได้ง่ายขึ้น ผู้ที่ต้องการรักษาด้วยวิธีนี้ต้องมาขอคำปรึกษากับแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางโรคไตก่อนว่า
เหมาะสมหรือไม่ที่จะผ่าตัดหลักการสำคัญที่สุดคือไตของแต่ละบุคคลจะมีเนื้อเยื่อที่ต่างกันเสมอ ไตที่ได้รับจากการปลูกถ่ายร่างกายผู้รับจะถือว่าเป็นเนื้อเยื่อที่แปลกปลอมเข้ามา ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานหลายชนิดไปกำจัดทำให้เนื้อเยื่อใหม่นั้นถูกทำลายด้วยภูมิต้านทาน เรียกว่าเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ปัจจุบันมีการค้นพบวิธีการตรวจเนื้อเยื่อเพื่อที่จะให้เข้ากันได้มากที่สุด ภูมิต้านทานในการทำลายไตก็จะเกิดได้น้อยลงและผู้รับไตยังต้องทานยากดภูมิต้านทาน ไม่ให้มีภูมิต้านทานไปกำจัดไตและเมื่อเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ซึ่งอาจจะเกิดได้เป็นครั้งคราว ก็ต้องมียาที่ดีพอที่จะรักษา การรักษาด้วยการปลูกถ่ายไตจะทำหน้าที่ทดแทนไตวายได้ดีที่สุด ผู้ป่วยจะรู้สึกแข็งแรงสดชื่นเหมือนคนปกติซึ่งจะดีกว่าการล้างไต แต่ก็ต้องมีการทานยากดภูมิต้านทาน ตลอดชีวิตทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆได้มากกว่าและต้องมีการตรวจวัดระดับยาเป็นระยะๆนอกจากนี้ยังต้องมีไตที่จะรับบริจาคจากญาติพี่น้องหรือต้องรอจากผู้ป่วยสมองตาย ไปไตที่จะนำมาจาก ผู้ป่วยสมองตายผู้ป่วยนั้นต้องไม่มีเชื้อโรคที่ร้ายแรงเช่น เอดส์ ตับอักเสบไวรัสบี เป็นมะเร็งแพร่กระจาย ไม่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและสมรรถภาพของไตต้องยังดีพอสมควร ในกรณีที่จะรับบริจาคจากญาติญาติต้องได้รับการตรวจว่าแข็งแรงและจะปลอดภัยแน่นอน แม้จะมีไตเหลือเพียงข้างเดียวและต้องได้รับการประเมินทางจิตใจด้วยว่าเต็มใจจริง และจะไม่มีอาการทางจิตใจแม้จะให้ไตไปแล้ว
การป้องกัน
วิธีป้องกันถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลตนเองให้ปลอดจากโรคไตโดยเฉพาะโรคไตวายเรื้อรัง ดังนั้น ควรจะสังเกตตนเองว่าจะเริ่มเป็นโรคไตหรือไม่ อาการที่พบบ่อยของผู้ป่วยที่เริ่มจะเป็นโรคไต เช่น ท่านมีอาการปัสสาวะผิดปกติ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นฟองมาก ปัสสาวะบ่อย หรือมีเศษกรวดหรือทรายปนออกมา ก็อาจจะพบว่ามีนิ่วอยู่ในไต มีอาการบวมผิดปกติ ตื่นขึ้นมามีอาการบวมบริเวณหน้าตาหรือมีอาการปวดหลัง ถ้าหากไม่แน่ใจ ควรจะรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพราะการรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคไตที่เป็นในระยะแรกนั้นเรื้อรังจนเกิดโรคไตวายเรื้อรังที่สำคัญอีกเรื่องคือ หลีกเลี่ยงการใช้ยา ซึ่งอาจจะมีผลเสียต่อไต การใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาแก้ปวดติดต่อกันนานๆ อาจจะทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรัง สำหรับผู้ที่เป็นโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นว่า 2 โรคนี้ พบบ่อยว่าในระยะยาว ถ้าท่านรักษาโรคเบาหวานหรือโรความดันโลหิตสูงไม่ถูกต้อง ซื้อยารับประทานเอง หรือไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องจากแพทย์นั้น จะมีผลแทรกซ้อน ทำให้เกิดโรคไตวายเรื้อรังได้
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย
การดูแลตนเองที่ดีจะช่วยให้ไตเสื่อมสมรรถภาพได้ช้าลงการพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตาม
คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เป็นหัวใจสำคัญ ส่วนเรื่องของอาหารเค็ม จะขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละคน เช่น
คนไข้บางคนอาจจะรับประทานเค็มได้ คนไข้ที่มีความดันโลหิตสูง มีอาการบวมก็จะต้องงดอาหารเค็ม ถ้าท่านพบว่าเป็นโรคบางชนิดที่มีโอกาสไตวายเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง ควรควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ก็จะช่วยชะลอการเสื่อมของไตลงได้ การรับประทานอาหารโปรตีนที่น้อยลง การไม่ซื้อยารับประทานเอง จะช่วยให้ไตเสื่อมสภาพได้ช้าที่สุด นอกจากนี้ ควรตรวจเช็คดูว่า เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคเกาต์ หรือไม่ ถ้าเป็นต้องรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนสามารถควบคุมระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและยูริกในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และเมื่อเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ หรือมีภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต จะต้องทำการรักษาให้หายขาด เมื่อป่วยเป็นโรคติดเชื้อ งูกัด หรือท้องเดิน
ต้องรีบรักษา อย่าปล่อยจนเกิดภาวะช็อก ซึ่งมีผลทำให้ไตวายตามมาได้

----------------------------
ไตวาย สาเหตุ และการรักษา

นายแพทย์ถนอมศักดิ์ อัศวดิลกชัย
Diplomate American Board of
Internal Medicine and Nephrology
แผนกอายุรกรรม

โรคไตวาย เกิดจากการที่ไตสูญเสียหน้าที่ ไม่สามารถขับน้ำ และของเสียออกจากร่างกายได้ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล และเลือดเป็นพิษ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ซึม คลื่นไส้ และเสียชีวิตในที่สุดได้
โรคไตวายมี 2 แบบ แบบเฉียบพลัน ซึ่งไตวายชั่วคราว สามารถฟื้นกลับมา ทำหน้าที่ได้อีก หายเป็นปกติได้ และแบบเรื้อรัง ซึ่งการทำงานของไตเสียอย่างถาวร ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกแล้ว
สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรัง มีหลายอย่าง บางอย่างสามารถรักษา และป้องกันการเสื่อมหรือชลอการเสื่อมของไตได้ ซึ่งถ้าไม่รีบรักษาต้นเหตุเหล่านี้ หน้าที่ของไตจะค่อยๆ เสื่อมลงจนกระทั่งเป็นไตวายระยะสุดท้าย
โรคไตวายเรื้อรัง ไม่ว่าเกิดจากสาเหตุใด สุดท้ายจะทำให้เกิดภาวะ ยูเรเมีย ( Uremia ) เหมือนกัน ทำให้มีอาการ ซีด บวม อ่อนเพลีย ซึมลงจนหมดสติและชักได้ ร่างกายจะดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าไตไม่ทำงานขับถ่ายของเสีย แต่ผู้ป่วยยังไม่สิ้นหวัง ด้วยความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยไตวายให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพพอสมควร
โรคไตวายเรื้อรังเกิดจากอะไร ?
โรคไตวายเรื้อรัง ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นภาวะที่ เกิดจากโรคหลายอย่าง สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเบาหวาน ที่เป็นมานานเกิน 15 ปี เป็นโรคความดันโลหิตสูงนาน ๆ โรคไตอักเสบเรื้อรัง นิ่วก็เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในคนไทย
โรคไตวายเรื้อรังรักษาให้หายได้ไหม ?
เมื่อไตเสื่อมหน้าที่อย่างเรื้อรัง การทำงานของไตจะเสื่อมลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งไตฝ่อ ไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ แต่เราสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ โดยการลดอาหารประเภทโปรตีน และควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในภาวะปกติ
โรคไตวายเรื้อรังสามารถป้องกันได้ไหม ?
สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังหลายอย่าง สามารถป้องกันได้ เช่น การควบคุมเบาหวาน และความดันโลหิตสูงให้ดี สามารถลดอุบัติการของโรคไตวายเรื้อรังได้ โรคไตอักเสบหลายชนิดสามารถรักษา และสงวนการทำงานของไตได้ ถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆเนื่องจากโรคไตวายเรื้อรังรักษาไม่หายแต่อาจป้องกันได้ การตรวจพบโรคไตและรักษาตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญมากในการป้องกันไตวาย เป็นที่น่าเสียใจว่าผู้ป่วยโรคไตบางคนละเลยการรักษาจนทำให้ไตวายอย่างรวดเร็วจนเสียชีวิต
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต ?
โรคไตบางอย่าง อาจแสดงอาการ เช่น บวม ปัสสาวะเป็นเลือด แต่โรคไต อักเสบหลายอย่างไม่แสดงอาการเลยจนกระทั่งการทำงานของไตเสื่อมมากแล้ว ถ้าไม่ตรวจปัสสาวะ เลือด ก็จะไม่ทราบว่าเป็นโรคไต เพราะฉะนั้นการตรวจร่างกายประจำปี จึงมีความสำคัญมากในการตรวจหาโรคไตที่ไม่แสดงอาการ
อาการปวดหลังเป็นอาการของโรคไต หรือไม่ ?
อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อและกระดูก , โรคไตส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการปวดหลัง นอกจากเป็นนิ่ว และกรวยไตอักเสบ
การรับประทานอาหารเค็ม เป็นสาเหตุของโรคไตหรือไม่ ?
อาหารเค็มไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคไต แต่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่ ควรลดอาหารเค็ม เพราะร่างกายไม่สามารถขับเกลือ ออกจากร่างกายได้ตามปกติ ทำให้บวมและความดันโลหิตสูง
เมื่อเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้ว จะทำอย่างไร ?
ประการแรก ผู้ป่วยควรจำกัดอาหารบางอย่าง เช่น อาหารเค็ม ผลไม้และอาหารที่มีโปรตีนสูง ถ้าความดันโลหิตสูงต้องควบคุมให้ดี ยาจะช่วยลดอาการได้บ้าง แต่ไม่มียาอะไรที่จะขับของเสียออกจากร่างกายได้ วิธีที่จะขับของเสียและน้ำออกจากร่างกายได้ คือ การล้างไต ( Dialysis )
จะรักษาโรคไตวายเรื้อรังได้อย่างไร ?
การรักษาที่ดีที่สุด คือ การผ่าตัดปลูกเปลี่ยนไตจากคนที่บริจาคไตให้ แต่การปลูกเปลี่ยนไตมีข้อจำกัดที่สำคัญ คือ มีผู้บริจาคไตน้อย มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังนับร้อยนับพันคนรอการบริจาคไตอยู่ ผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ได้ด้วยการล้างไต ระหว่างที่รอการปลูกไต
การล้างไตมีกี่วิธี ? วิธีไหนดีที่สุด ?
การล้างไตปัจจุบันมี 2 วิธี
1.                  วิธีการล้างไตทางหน้าท้อง ( CAPD : Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis ) วิธีนี้ใช้สายยางฝังไว้ในช่องท้องอย่างถาวร และใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้อง เพื่อล้างเอาของเสียในเลือดออก ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาวันละ 4 - 5 ครั้ง ทุกวัน วิธีนี้มีข้อดีที่ทำเองที่บ้านได้ แต่มีข้อเสียที่อุบัติการการติดเชื้อในช่องท้องสูงเมื่อทำไปนาน ๆ และมีการสูญเสียโปรตีนออกมาทางน้ำยามากในแต่ละวัน อาจเกิดภาวะขาดอาหารถ้ารับประทานอาหารไม่เพียงพอ
2.                  การฟอกเลือด ( Hemodialysis ) โดยการดูดเลือดจากผู้ป่วยไปล้างเอาน้ำ และของเสียออกโดยใช้ไตเทียม (เครื่องฟอกเลือด) เลือดที่ล้างแล้วจะไหลกลับเข้ามาในตัวผู้ป่วย วิธีนี้ใช้เวลาครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง เพื่อที่จะให้ได้ผลดีควรฟอกเลือดสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง
จะเลือกวิธีไหนดีขึ้นอยู่กับโรคของผู้ป่วย และความพอใจของผู้ป่วย แพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยทราบทั้งข้อดี และข้อเสียของทั้ง 2 วิธี และแนะนำวิธีที่เหมาะสมให้ แต่ผู้ป่วยและญาติเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง ว่าจะล้างไตหรือไม่ แล้วเลือกล้างไตวิธีใด
แผนกไตเทียม โรงพยาบาลรามคำแหง เปิดบริการมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว ให้บริการล้างไต ทั้งแบบฟอกเลือด และล้างทางหน้าท้อง ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง และผู้ป่วยไตวายเฉียบพลัน โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต และทีมพยาบาลประจำแผนกไตเทียม ติดต่อสอบถามได้ ทุกวันจันทร์ - เสาร์ เวลา 08.00 - 16.00 น. โทร.02-374-9999 , 7320478 - 87 ต่อ 1303 , 1311

-----------------------------------------------

โรคไต การป้องกันและการรักษา

ศจ.พญ.ลีนา    องอาจยุทธ    สาขาวิชาวักกะวิทยา   
ภาควิชาอายุรศาสตร์   คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 
นายกสมาคมโรคไต แห่งประเทศไทย
http://www.vibhavadi.com/web/health_detail.php?id=147
ไต    

ไตมี 2 ข้าง   อยู่บริเวณด้านหลัง  ใต้ชายโครง  บริเวณบั้นเอว    มีรูปร่างคล้ายถั่วเหลือง    ยาวประมาณ 12เซนติเมตร
ไต   -  ประกอบด้วยหลอดเลือดฝอยมากมาย เรียกว่า “หน่วยไต” ( nephron )
        -  หน่วยไตจะลดจำนวน  และเสื่อมสภาพตามอายุไข


ไตทำหน้าที่อะไร ?

            1   กำจัดของเสีย
            2   ดูดซึม  และเก็บสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
            3   รักษาสมดุลน้ำของร่างกาย
            4   รักษาสมดุลเกลือแร่ของร่างกาย
            5   รักษาสมดุลกรดด่างของร่างกาย
            6   ควบคุมความดันโลหิต
            7   สร้างฮอร์โมน


             1   กำจัดของเสีย  ได้แก่ ยูเรีย ครีเอดินิน
                  -   เมื่อร่างกายได้รับสารอาหาร   จะย่อยสลาย นำส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้   และปล่อยของเสียออกสู่กระแสเลือด   ผ่านมายังไต   และถูกขับออกมากับปัสสาวะ
                  -   ขับยา   และสารแปลกปลอมอื่น ๆ
             2   ดูดซึม  และเก็บสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไว้
                  -    สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จะถูกดูดกลับโดยเซลล์ของหน่วยไต
                        เช่น  น้ำ  ฟอสเฟด   โปรตีน
             3   รักษาสมดุลน้ำของร่างกาย
                  -    ถ้าน้ำมีมากเกินความต้องการของร่างกาย   ไตจะทำหน้าที่ขับน้ำออกมาทางปัสสาวะ
                  -    ถ้าอยู่ในภาวะขาดน้ำ  ไตจะพยายามสงวนน้ำไว้ให้ร่างกาย   ปัสสาวะจะมีปริมาณน้อยและเข้มข้น
             4     รักษาสมดุลเกลือแร่ของร่างกาย
                  -   ไตที่ปกติจะขับเกลือส่วนเกินได้เสมอ   แม้จะรับประทานรสเค็มจัด
                  -   แต่ถ้าเสื่อมสมรรถภาพ   ผู้ป่วยจะมีอาการบวมถ้ารับประทานเกลือมากเกินไป
             5   รักษาสมดุลกรดด่างของร่างกาย
                  -   ร่างกายจะผลิตกรดทุกวัน จากการเผาผลาญอาหารโปรตีน
                  -    ถ้าไตทำหน้าที่ปกติ   จะไม่มีกรดคั่ง
                  -   ถ้าไตเสื่อมสมรรถภาพ   ร่างกายจะมีปัสสาวะเป็นกรด  
          
            6   ควบคุมความดันโลหิต
                  -    ความดันโลหิตสูง   เกิดจากความผิดปกติในการควบคุมสมดุลน้ำ  และเกลือ  รวมถึงสารบางชนิด
                  -    ผู้ป่วยโรคไต  จึงมักมีความดันโลหิตสูง   เพราะไตถูกกระตุ้นให้สร้างสารที่ทำให้ความดันสูง
                  -    ถ้าความดันโลหิตสูงมาก   ทำให้หัวใจทำงานหนัก  หรืออาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ  หรือ
                       แตก  เป็นอัมพฤกษ์  และอัมพาตได้
            7   สร้างฮอร์โมน
                 -   ไต ปกติสามารถสร้างฮอร์โมนได้หลายชนิด
                 -    ถ้าเป็นโรคไต   การสร้างฮอร์โมนจะบกพร่องไป


ตัวอย่างฮอร์โมนที่สร้างจากไต

                 -    ฮอร์โมนเออริโธรพอยอิติน ( erythropoietin)
                       ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง   ดังนั้นผู้ป่วยจะมี   อาการซีด   อ่อนเพลีย  ไม่มีแรง    หัวใจทำงานหนัก วิงเวียน   หน้ามืด   เหนื่อย   ใจสั่น   เป็นลมบ่อย
                 -    วิตามินดีชนิด  calcitriol  ทำหน้าที่ช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซี่ยม   ซึ่งการที่วิตามีนดี  และแคลเซี่ยมในเลือดต่ำ   ทำให้ต่อมพาราธัยรอยด์หลั่งฮอร์โมนมากกว่าปกติ   เป็นผลเสียต่ออวัยวะหลายอย่างในร่างกาย  โดยเฉพาะกระดูก   ทำให้ไม่แข็งแรง


ไตเสื่อมทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ   
          ใครมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค ไต
                   1.  อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป   ไต จะเริ่มเสื่อม
                   2.  ความดันโลหิตสูง
                   3.  โรคหัวใจ   เช่น  หลอดเลือดหัวใจตีบ
                   4.  โรคหลอดเลือดสมอง
                   5.  โรคเบาหวาน
                   6.  โรคเก๊าท์
                   7.  โรคไตอักเสบชนิดต่าง ๆ
                         เช่น   โรคไตอักเสบตั้งแต่วัยเด็ก   ไตอักเสบ เอส-แอล –อี
                                   โรคไตเป็นถุงน้ำ  นิ่ว  เนื้องอก  หลอดเลือดฝอยอักเสบ
                   8.   มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคไต
                   9.   โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อ
                  10.   ใช้ยาแก้ปวด   หรือสัมผัสสารเคมีบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน


รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต
                  
                   -   อาการแสดง
                   -   การสืบค้น


อาการแสดงเมื่อเป็นโรคไต

                    1.   หนังตา   ใบหน้า   เท้า   ขา  และลำตัวบวม
                    2.   ปัสสาวะผิดปกติ
                          เช่น   ขุ่น  เป็นฟอง  เป็นเลือด  สีชาแก่  / น้ำล้างเนื้อ
                    3.   การถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
                          เช่น   บ่อย  แสบ ขัด  ปริมาณน้อย
                    4.   ปวดหลัง   คลำได้ก้อน บริเวณไต
                    5.   ความดันโลหิตสูง
                    6.   ซีด  อ่อนเพลีย  เหนื่อยง่าย  ไม่มีแรง  ไม่กระฉับกระเฉง
                    7.   ท้องอืด   ท้องเฟ้อ   คลื่นไส้   อาเจียน
                    8.   เบื่ออาหาร   การรับรสอาหารเปลี่ยนไป
                    9.   ปวดศีรษะ   นอนหลับไม่สนิท


อาการสังเกตเมื่อไตเสื่อม

                 ไตเริ่มเสื่อม
                              -   อาการบวม
                              -   ซีด
                              -   อ่อนเพลีย
                              -   เหนื่อยง่าย
                              -   ความดันโลหิตสูง


                     ไตวายเรื้อรัง
                              -   ซีดมากขึ้น
                              -    เบื่ออาหาร
                              -    คันตามตัว


อาการสังเกตเมื่อไตเสื่อม

                     1.   อาการบวมที่หน้า และหนังตา
                     2.   อาการบวมที่ขา
                     3.   อาการบวมที่เท้า
                     4.   ปัสสาวะเป็นเลือด



โรคไตวาย

ไตวายเฉียบพลัน

               ไตเสื่อมอย่างรวดเร็ว   ภายในเวลาเป็นวัน  หรือสับดาห์     มักมีอาการมากกว่าแบบเรื้อรัง    อัตราการเสียชีวิตสูง   ถ้าพ้นอันตราย  ไตมักจะเป็นปกติได้

โรคไตวายเรื้อรัง

            เนื้อไตถูกทำลายอย่างถาวร   ทำให้ไตค่อย ๆ ฝ่อเล็กลง     แม้อาการจะสงบ  แต่ไตจะค่อย ๆ เสื่อม     และ
เข้าสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด


สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรัง

                 ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคไต เข้าสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย  มีสาเหตุจาก
                 1.   อันดับหนึ่ง   โรคเบาหวาน
                 2.   อันดับสอง   ความดันโลหิตสูง  และ โรคหลอดเลือดฝอยไตอักเสบ  เช่น  โรค เอส- แอล – อี
                3.   สาเหตุอื่น ๆ  ได้แก่
                               -   โรคนิ่วในไต
                               -  โรคไตอักเสบเรื้อรังจากการติดเชื้อ
                               -   โรคเก๊าส์
                               -   โรคไตจากการกินยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ
                               -   โรคถุงน้ำในไตที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์


             สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้   มักทำให้เกิดโรคกับไตทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กัน


โรคไตจากเบาหวาน

                 -   ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหลายปี   จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะต่าง ๆ
                 -   โดยเฉพาะหลอดเลือดทั่วร่างกายจะแข็ง  และหนา    ทำให้เลือดไป เลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง
                 -   ถ้าควบคุมเบาหวานไม่ดี   ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จะเกิดเร็วกว่าปกติ
                 -   โดยเฉลี่ยโรคไตมักจะเกิดตามหลังโรคเบาหวานมากกว่า 10 ปี  ขึ้นไป
                 -   ถ้าเริ่มมีอาการบวมตามแขน  ขา  ใบหน้า  และลำตัว    เป็นการบ่งชี้ว่าเริ่มมีความผิดปกติทางไต
                 -   การตรวจพบโรคไตระยะเริ่มแรกในผู้ป่วยเบาหวาน    คือความดันโลหิตสูง   ไข่ขาวหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
                 -   เมื่อไตเริ่มเสื่อมลง  จะต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจหน้าที่ไต    โดยค่ายูเรียไนโตรเจน ( BUN )     และคริเอตินิน  ( Creatinine )   จะสูงกว่าคนปกติ



ภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน


                 1.  กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
                 2.  อาการบวม
                 3.  ไตอักเสบจากการติดเชื้อ
                 4.  ไตวายฉับพลัน
                 5.   ไตวายเรื้อรัง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไตในผู้ป่วยเบาหวาน 

 โรคไตพบประมาณ  30 – 35 % ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน    ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไต   ได้แก่
        -   เพศชาย
        -   พันธุกรรม
        -   ระดับน้ำตาลสูง
        -   ความดันโลหิตสูง
        -   โปรตีนรั่วในปัสสาวะ
        -   การสูบบุหรี่


ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคไตจากเบาหวาน


        -   มีอาการซีด
         -  บวม
        -   ความดันโลหิตสูง
        -   อาการคันตามตัว
        -   เบื่ออาหาร  น้ำหนักลด
       -  ระยะสุดท้ายจะอ่อนเพลีย  คลื่นใส้  อาเจียน

 


อย่างไรก็ดี   การเกิดโรคไตจากเบาหวาน     มักมีสิ่งตรวจพบเพิ่มเติมจากผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจากสาเหตุอื่นซึ่งก็คือ   ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน  ได้แก่
       -   อาการชาตามปลายมือ – เท้า
       -   เจ็บหน้าอก
       -   ตามัว
       -   แขนขาอ่อนแรง
       -   แผลเรื้อรังตามผิวหนังและปลายเท้า


การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน  เพื่อป้องกันโรคไต

 1.   ตรวดปัสสาวะ  เพื่อหาโปรตีนทุกปี
 2.   ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เท่ากับ  หรือใกล้เคียงปกติ    เท่าที่สามารถทำได้
 3.   รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณท์ปกติ
 4.   หลีกเลี่ยงการใช้ยา  หรือ  สารที่เป็นอันตรายต่อไต    เช่น ยาต้านการอักเสบระงับปวด   สารทึบรังสี
 5.   สำรวจ และให้การรักษาโรค  หรือ ภาวะอื่นที่ทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพ   เช่น การติดเชื้อทางปัสสาวะ


การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน  และเป็นโรคไต
 1.   ตรวดปัสสาวะ และ เลือด   เพื่อดูหน้าที่ไตเป็นระยะ ๆ
 2.   กินยาตามแพทย์สั่งติดต่อกัน  และพบแพทย์ตามนัด
 3.   งดบุหรี่ และแอลกอฮอล์    ซึ่งมีผลต่อหลอดเลือด
 4.   ถ้าต้องรับประทานยาแก้ปวด หรือ ยาอื่น ๆ    ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเภสัชกร
 5.   เมื่อมีอาการบวม   ควรงดอาหารเค็ม รสจัด หมักดอง และอาหารกระป๋อง
 6.   ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ  หรือ  ใกล้เคียงมากที่สุด     กินยาสม่ำเสมอ  ไม่หยุดยาเองเพราะคิดว่าสบายดีแล้ว
 7.   ระวังอาหารที่มี  โคเลสเตอรอลสูง
 8.   รับประทานผัก  และปลามากขึ้น
 9.   ควรตรวจอวัยวะอื่น ๆ ด้วย   เช่น ตา หัวใจ ปอด
10.  สำรวจผิวหนัง และเท้าให้สะอาด   ไม่มีแผลเรื้อรัง
11.  ระหว่างการรักษาด้วยเครื่องไตเทียม     ควรรับประทานเนื้อสัตว์ และอาหารเค็มให้น้อยที่สุด
12.  ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด


ตัวอย่างอาหารไขมันสูงที่ควรระวัง
 1.   อาหารโคเลสเตอรอลสูง
        -   อาหารทะเล
        -   เนื้อ – หมู ติดมัน
        -   กุ้ง
        -   หอย
        -   ทุเรียน
        -   เนย
 2.   อาหารไตรกลีเซอร์ไรด์สูง
        -   อาหารจำพวกแป้ง
        -   ของหวาน
        -    ผลไม้รสหวาน
        -   เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
โรคไต