Showing posts with label สันติสุข. Show all posts
Showing posts with label สันติสุข. Show all posts

Sunday, April 10, 2011

Kriengsak Chareonwongsak : ทักษะสังคม 1




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทักษะสังคม พื้นฐานอยู่ร่วมกันอย่างมีสุข 1

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

มนุษย์   เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างมาไม่ใช่เพื่ออยู่อย่างเดียวดาย แต่เพื่อให้อยู่ร่วมกันเป็นสังคม การเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน พึ่งพาอาศัยกันและกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขจึงเป็นเรื่องจำเป็น
 อย่างไรก็ตาม จากสภาพครอบครัวปัจจุบัน มักเป็นครอบครัวเดี่ยวที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกมากนักเนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจ อีกทั้ง สภาพความห่างเหินแปลกแยกระหว่างคนในสังคมที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่เคยแม้แต่จะพูดคุย  ส่งผลให้เด็กส่วนใหญ่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว มีทีวี เกม เป็นเพื่อน รวมทั้งในโลกยุคไซเบอร์หรือยุคไร้สายในปัจจุบันที่สร้างโลกเสมือนให้เด็ก ๆ ได้เข้าไปหาเพื่อนคุยแก้เหงาในโลกเสมือนนี้แทนโลกแห่งความจริง
สภาพต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเติบขึ้นมานั้นมีทักษะในการเข้าสังคมที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเกิดเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงใยทั้งต่อตัวเด็กเองและต่อสังคมในภาพรวม ทั้งนี้เนื่องจากทักษะสังคมเป็นทักษะที่นำมาซึ่งความสุขและเป็นใบเบิกทางแห่งความสำเร็จในชีวิต เปิดประตูสู่มิตรภาพและโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนในสังคม 
การที่ลูกไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ไปตลอดชีวิต เมื่อเขาเติบโตขึ้นเขาจำเป็นต้องก้าวสู่โลกกว้างออกไปพบปะกับกลุ่มคนที่หลากหลาย ต่างเพศ ต่างวัย ต่างสถานะ ต่างเผ่าพันธุ์ ฯลฯ จึงจำเป็นต้องอย่างไรให้เขาสามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มต่าง ๆ นี้ได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย มีความสุข รวมทั้งทำอย่างไรให้สามารถเข้าไปสู่สังคมภายนอกได้อย่างกลมกลืน เป็นที่ยอมรับ ไม่รู้สึกแปลกแยก หรือต้องการหนีกลับไปสังคมที่ตนอาศัยอยู่ 
ทักษะสังคมจึงเป็นทักษะสำคัญที่พ่อแม่ควรเตรียมความพร้อมให้กับลูกตั้งแต่อยู่ในวัยเยาว์  เพื่อเป็นรากฐานสำคัญอันนำมาซึ่งความสุขความสำเร็จในชีวิตของลูกเมื่อเขาเติบโตขึ้นต่อไปในอนาคต โดยจากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณชนของประเทศอังกฤษพบว่า การมีทักษะในการเข้าสังคมถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเหลือเด็กให้ประสบความสำเร็จในอนาคต แตกต่างความเชื่อที่ผ่านมาที่มองว่าความสามารถในการเรียนในชั้นเรียนเท่านั้นที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของเด็ก จากการสำรวจพบว่าเด็กอังกฤษจำนวนมากในปัจจุบันหากไม่อ่อนเกินวัยก็จะแก่เกินวัยไปเลย และขาดทักษะทางสังคมอย่างมาก


Wednesday, December 8, 2010

sukk.araya Kriengsak Chareonwongsak: สมดุลวิถี สมานฉันท์ สันติสุข




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  

------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สมดุลวิถี สมานฉันท์ สันตินสุข


ไทยตกมาตรฐานยูเอ็นแก้ขัดแย้ง แนะสร้าง "สมดุลวิถี-พื้นที่ปลอดภัย"

ในเวทีเสวนาเรื่อง "สมานฉันท์สู่สังคมสันติสุข" ซึ่งจัดโดยนักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่น 2 (4 ส.2) ของสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับจังหวัดนนทบุรี ที่ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี เมื่อวานนี้ (24 พ.ย.) ผู้ร่วมเสวนาซึ่งเป็นตัวแทนจากทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าต้องเร่งแก้ไขปัญหาขัดแย้งในสังคมไทยด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกฝ่ายได้นำความจริงมาพูดกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรม และเริ่มต้นปรองดองอย่างยั่งยืน

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวตอนหนึ่งว่า ขณะนี้สังคมไทยขัดแย้งกันมาก และสร้างความสูญเสียมากทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม หากปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ต่อไป ประเทศจะแหลกเหลวทุกระบบ และไม่มีใครตอบได้ว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
คำถามคือคนไทยขัดแย้งกันพอหรือยัง จะหยุดอย่างไร และจะปรองดองกันอย่างไร เพราะการใช้อำนาจแก้ไขความขัดแย้งนั้นใช้ได้ แต่ต้องใช้ด้วยใจ ด้วยความรัก ใช้ในเชิงสมานฉันท์ ไม่ใช่ใช้แบบทำลายล้าง
ตกมาตรฐานยูเอ็นแก้ขัดแย้ง

พล.อ.เอกชัย กล่าวต่อว่า การใช้ "อำนาจ" จัดการความขัดแย้ง มีโอกาสสูงที่จะเจอแรงกดดันจากต่างชาติ เพราะยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์ สังคมโลกจับจ้องไทยอยู่ "เลขาฯยูเอ็น (เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ) ก็จับตาไทยอยู่ และเคยเตือนไทยหลายครั้งแล้ว คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็เคยเตือนเช่นกัน ฉะนั้นเราต้องระวัง เพราะที่ผ่านมาเรายังจัดการปัญหาความขัดแย้งไม่สำเร็จเลย"

ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวต่อว่า ในกฎบัตรของยูเอ็นที่ใช้กับชาติสมาชิกทุกชาติ มีกรอบที่ยูเอ็นจับตาอยู่ 5 เรื่องใหญ่ๆ เพราะหากประเทศใดไม่ทำหรือทำไม่ได้ จะเกิดความขัดแย้งขึ้นในรัฐอย่างแน่นอน ประกอบด้วย

  1. ความไม่เป็นธรรมในสังคม เรื่องนี้ไทยอยู่ในระดับรุนแรง
  2. ความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ ประเทศไทยก็เริ่มมีปัญหานี้เช่นกัน
  3. การรักษาการปกครองของรัฐ พบว่าไทยไม่มีเอกภาพ ไม่มีความเสมอภาค ทำให้ไม่เชื่อใจกัน และแก้ขัดแย้งไม่ได้
  4. กฎหมายหรือองค์กรบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ซึ่งประเทศไทยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในเรื่องนี้ รวมถึงองค์กรอิสระด้วย
    และ
  5. ภูมิรัฐศาสตร์ไม่เอื้ออำนวยให้การปกครองของรัฐบาลกลางสถาปนาครอบคลุมพื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ ประเด็นนี้ก็เห็นได้ชัดว่าพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจรัฐของไทย เช่น สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีปัญหาอยู่ "จะเห็นว่าจากกรอบมาตรฐานของยูเอ็น เรามีปัญหาทุกเรื่อง และเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งทั้งหมด" พล.อ.เอกชัย กล่าว

ต้องสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย"
  • เขายังเสนอว่า การจัดการความขัดแย้งต้องทำใน 3 มิติ คือ
  1. มิติแก้ไข ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้า และมีหลากหลายวิธีที่ทำได้
  2. มิติปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งหลายฝ่ายก็กำลังทำกันอยู่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ
  3. มิติเชิงป้องกัน ทุกฝ่ายต้องมองเชิงสร้างสรรค์ เพราะคำพูดที่พูดออกไปนำไปสู่ขัดแย้งได้ทุกคำ การอภิปรายในสภาคือตัวอย่างที่ดีของการนำไปสู่ความเลวร้ายในสังคมไทย ซึ่งมิติเชิงป้องกันถ้าไม่ดีจะทำให้ปรองดองไม่เกิด มีแต่ความร้าวฉาน
พล.อ.เอกชัย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักคือ การแก้ปัญหาความขัดแย้งต้องใช้เวลา อย่าใจร้อน ดูตัวอย่างไอร์แลนด์เหนือ ต้องใช้เวลาถึง 37 ปี อาเจะห์ก็ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ฉะนั้นไทยจะใช้เวลาเพียง 1 ปีคงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะแก้ไขความขัดแย้งคือต้องนำความจริงมาพูดกัน ไม่ใช่เสแสร้ง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ได้พูดคุย

"ที่ผ่านมายังไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้ได้พูดความจริง ฝ่ายหนึ่งพูดก็จะถูกอีกฝ่ายหนึ่งข่มขู่คุกคาม ฉะนั้นต้องเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้ได้พูดความจริง เพราะความจริงจะนำไปสู่ความเป็นธรรม และความยุติธรรมจะนำไปสู่ความปรองดองในที่สุด"



ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานกลุ่มวิชาการ กลุ่มการสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ หลักสูตร 4 ส.รุ่น 2 อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ต้นเหตุของความขัดแย้งในสังคมไทยเกิดจากภาคีสำคัญๆ ในชาติขัดผลประโยชน์กัน โดยภาคีที่มีส่วนร่วมในทางการเมืองมี 5 ภาคี ได้แก่

นักการเมือง

ข้าราชการ

สื่อมวลชน

นักวิชาการ

และภาคประชาชน

ฐานของทั้ง 5 ภาคี มีตัวเชื่อมโยงคือ "ฐานทุน"

ทั้งนี้ ในอดีตฐานทุนที่เชื่อมโยงภาคีเหล่านี้เป็นฐานทุนแบบ "ปัจเจกผูกขาด" นำไปสู่ฐานอำนาจ ฐานผลประโยชน์ และฐานอื่นๆ ในสังคม แต่ในระยะหลังภาคีทั้ง 5 ถูกนำไปสู่แกนอื่นที่ไม่สามารถได้ผลประโยชน์เช่นเดิม จึงเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง

"ทางออกของสังคมต้องขับเคลื่อนจากทุนปัจเจกผูกขาด เป็นทุนปัจเจกสาธารณะ ให้ผู้เล่นหลักๆ จำนวนน้อยแต่เดิม ก้าวไปสู่ผู้เล่นจำนวนมาก คือผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน"

อย่างไรก็ดี ดร.เกรียงศักดิ์ เห็นว่า ทิศทางที่สังคมไทยทำอยู่ในขณะนี้เป็นแค่ยุทธวิธี ไม่ใช่ยุทธศสาตร์ เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ การตั้งองค์คณะต่างๆ เพื่อค้นหาความจริง แต่วิธีการแก้ปัญหาที่เป็นแก่นแกนจริงๆ คือการเน้นยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ยุทธวิธี โดยต้องสร้างสมดุลใน 3 หลัก ได้แก่


"สมดุลวิถี หมายถึงการสร้างสมดุลในสังคม ทั้งสมดุลทางอำนาจ สมดุลทางผลประโยชน์ และสมดุลในที่ยืน (ความเท่าเทียม) ประเทศไทยขณะนี้มีปัญหาแตกแยกเกิดขึ้นอย่างมากมาย ความสมานฉันท์เป็นทางออกที่ดี แต่ต้องไปไกลกว่านั้น เพราะความสมานฉันท์เป็นแค่เปลือก อาจไม่สามารถสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนได้ ฉะนั้นทุกฝ่ายต้องเร่งสร้างสมดุลวิถีให้เกิดขึ้น เพราะเป็นแก่นในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง"

ชู "ปฏิวัฒนะ" ปิดทาง "ปฏิวัติ"


ดร.เกรียงศักดิ์ ยังเสนอว่า การจะสร้าง "สมดุลวิถี" ต้องใช้ "ปฏิวัฒนะ" คือ

  1. ปฏิรูป เป็นการแก้ที่รูปแบบ
  2. ปฏิสังขรณ์ หรือการซ่อม เพราะบางเรื่องแค่ซ่อมก็ใช้ได้แล้ว
  3. ปฏิรังสรรค์ หมายถึงองค์ประกอบถูกต้อง แต่เชื่อมต่อผิดทิศผิดทาง ก็ปรับกระบวนเสียใหม่ และ
  4. ปฏิวัติ ซึ่งไม่ใช่การรัฐประหาร แต่หมายถึงการแก้แบบถอนรากถอนโคนและรวดเร็ว
"ปัญหาคือเราจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ รัฐบาลจะต้องมีความชอบธรรมสูงมากๆ และภาคีทั้งหมดสนับสนุน รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย องค์ประกอบของรัฐบาลก็ต้องมีความรู้ความสามารถจริง และมีความดีที่เป็นแบบอย่าง จึงเป็นเรื่องยากหากพิจารณาจะสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ขอบอกว่าระบบของเรามีช่องทางบางอย่างที่ทำให้ได้รัฐบาลแบบนี้ แต่ผมไม่อยากพูดว่าเป็นรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่"
ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวในที่สุด








Sunday, November 28, 2010

sukk.araya Kriengsak Chareonwongsak : พหุเอกานิยม สันติภาพ




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศํกดิ์
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด


“โอกาสที่เราจะกลับคืนสู่ดินแดนแห่งความสงบ มีเอกภาพและสันติภาพ ยังมีความเป็นไปได้หรือไม่?”
เราทุกคนคงไม่มีใครอยากเห็นความแตกแยกของคนในชาติที่ไม่สามารถคืนเอกภาพดังเดิมได้ ดังนั้น แนวคิดหนึ่งที่เราจำเป็นต้องปลูกฝังให้อยู่ในสำนึกของคนทุกคน ทั้งในรุ่นนี้และรุ่นต่อไป นั่นคือ แนวคิดสังคมพหุเอกานิยม

สังคมพหุเอกานิยม เป็นแนวคิดที่ผมได้นำเสนอไว้ในหนังสือ “สังคมพหุเอกานิยม: เอกภาพในความหลากหลาย” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 หรือเมื่อกว่าสิบปีที่ผ่านมา สังคมพหุเอกานิยม (Unified Pluralistic Society) คือ สังคมที่นิยมความมีเอกภาพในความหลากหลาย (Unity in Diversities) เป็นสังคมที่ทุกคนแม้มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างในความคิดทางการเมือง เชื้อชาติ ลัทธินิกายของศาสนา ความเชื่อ ฐานะ อายุ วัฒนธรรม ประเพณี เพศ อาชีพ และชนชั้นทางสังคม ก็สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข เป็นสังคมที่คนมีหัวใจแห่งเสรีภาพ เคารพให้เกียรติกัน ยอมรับในความแตกต่าง ทุกกลุ่มมีอิสระในการดำเนินชีวิตตามวิถีทางของตน ในเรื่องที่ไม่เสียหายและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ที่สำคัญ คนทุกคนต่างร่วมกันใช้ส่วนที่ดีในความแตกต่างนั้นเป็นพลังพัฒนาประเทศอย่างเป็นเอกภาพ
สังคมพหุเอกานิยมเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การธำรงเอกภาพ คนในสังคมมีจิตวิญญาณแห่งความรู้สึกร่วมว่า เรายอมรับคนอื่นที่ไม่เหมือนเรา และไม่บังคับคนอื่นให้เหมือนเรา คนแต่ละกลุ่มเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม ไม่เอาเสียงส่วนใหญ่มากดทับเสียงส่วนน้อย แต่มีการคำนึงว่า ทุกคน ทุกชุมชน ทุกกลุ่ม ทุกหมู่เหล่า ได้รับสิ่งที่ดีงามและประโยชน์จากกันและกัน เป็นสังคมที่เอื้ออาทร นึกถึงกันและกัน ชนบทเห็นแก่เมือง เมืองเห็นแก่ชนบท โดยเอาสิ่งดีของแต่ละกลุ่มมาเสริมกันขึ้นเป็นพลังทวีคูณเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับบ้านเมือง
หากเราสามารถรวมคนทั้งประเทศชาติในลักษณะความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้ ความขัดแย้งจะเบาบางลง ความตั้งใจจะนึกถึงการสร้างชาติบ้านเมืองจะเกิดขึ้น
สังคมพหุเอกานิยมจะทำให้คนทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างสันติ ทุกคนมีส่วนเข้ามาร่วมช่วยกันสร้างสรรค์บ้านเมืองตามศักยภาพของตน
ในเวลานี้ ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่แนวคิดนี้จะต้องถูกผลักดันให้เกิดขึ้นก่อนที่จะสายเกินไป