Showing posts with label ทำแท้ง. Show all posts
Showing posts with label ทำแท้ง. Show all posts

Sunday, November 21, 2010

sukk.araya Kriengsak Chareonwongsak : ทำแท้ง 3





sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------


ประเด็นเรื่องการทำแท้ง กลับมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมอีกครั้งหนึ่ง เป็นวัฏจักรรอบแล้วรอบเล่า ได้นำมาสู่การพยายามหาหนทางที่จะแก้ปัญหา และ มีนักวิชาการจำนวนมากที่คิดว่าทางออกหนึ่งคือ การออกกฏหมายให้มีการทำแท้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย
-----------------------------------------------------------------------------------------------
นักวิชาการอาวุโสมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์

เปิดเสรีการทำแท้ง เป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เรื่องเก่า เล่าใหม่


คงไม่มีใคร (ยกเว้นอาชญากร) ที่อยากให้สังคมของเรามีอาชญากรรมเกิดขึ้น ดังนั้น โดยหลายฝ่าย รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์จึงพยายามผลิตวิธีการหรือยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อลดการเกิดอาชญากรรม
ในสหรัฐอเมริกามีนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นที่สนใจมากในช่วง 3-4 ปีแล้ว ชื่อว่า Steven Levitt ได้สรุปงานวิจัยของเขาว่า การที่รัฐบาลท้องถิ่นในหลายมลรัฐของสหรัฐฯเปิดให้ทำแท้งได้อย่างเสรีตั้งแต่ทศวรรษ 70 นั้น ทำให้อัตราการก่ออาชญากรรมในทศวรรษ 90 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดย Levitt ได้ให้เหตุผลว่า แม่ที่ตั้งครรภ์ทราบดีที่สุดว่าเด็กในท้องของตนจะเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบใด ดังนั้น การเปิดเสรีการทำแท้งจึงเปิดโอกาสให้แม่ที่ขาดความพร้อมสามารถตัดสินใจเองได้ ทำให้เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมเลวร้ายมีจำนวนลดลง ส่งผลให้วัยรุ่นที่เป็นอันธพาลซึ่งพร้อมจะก่ออาชญากรรมในอีก 20 ปีต่อมาลดลงไปด้วย
อันที่จริงแล้ว Levitt ได้กล่าวอย่างชัดเจนในหนังสือ Freakonomics อันโด่งดังของเขาว่า การค้นพบของเขา “ไม่ควรถูกตีความในไปทางที่ผิด ไม่ว่าจะในด้านของการยอมรับให้มีการทำแท้ง หรือการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจของแม่ที่จะเก็บเด็กในครรภ์ไว้หรือไม่” อย่างไรก็ดี ข้อค้นพบของ Levitt ก่อให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างว่า ควรปล่อยให้มีการทำแท้งเสรีในอเมริกาต่อไปหรือไม่
ในความเห็นของ prof. Kriengsak Chareonwongsak แม้ว่าข้อค้นพบของ Levitt จะเป็นความจริง แต่รัฐบาลไทยไม่ควรเปิดให้ทำแท้งเสรี ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า การทำแท้งไม่มีประสิทธิภาพในการลดอาชญากรรม หรือกล่าวโดยง่าย การทำแท้งก่อให้เกิดต้นทุนมหาศาลแม้อาจจะลดอัตราการเกิดอาชญากรรมในอนาคตได้ก็ตาม
ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การจะบรรลุเป้าหมายใด ๆ (รวมถึงการลดอาชญากรรม) รัฐบาลควรเลือกนโยบายที่มีประสิทธิภาพที่สุด และทิ้งนโยบายอื่นที่ด้อยประสิทธิภาพ ความไร้ประสิทธิภาพเกิดขึ้นเมื่อผู้กำหนดนโยบายมิได้เลือกสิ่งที่ “ดีที่สุด” กล่าวคือ เมื่อผู้ตัดสินใจมีทางเลือกหลายทาง หากแต่ละทางเลือกให้ประโยชน์ในระดับเท่าเทียมกัน ทางที่ดีที่สุดหรือมีประสิทธิภาพที่สุด คือทางที่มีต้นทุนต่ำที่สุด
แล้ว “ต้นทุน” หมายถึงอะไร ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนในทางเลือกหนึ่ง ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงินที่ต้องจ่ายไปเท่านั้น แต่รวมถึงมูลค่าหรือคุณค่าของทางเลือกทางอื่นที่ดีที่สุดที่ต้องสูญเสียไปด้วย การที่ทุกวัฒนธรรมในโลกเห็นตรงกันว่าชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดบนโลกนี้ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าต้นทุนของการเปิดเสรีการทำแท้งจำเป็นจะต้องรวมเอาคุณค่าของทารกในครรภ์ที่ได้สูญเสียไปไว้ด้วย
เพื่อที่จะทราบต้นทุนของการทำแท้ง มีสองคำถามที่ต้องได้รับคำตอบ คือ
  1. “คุณค่า” ของชีวิตมนุษย์มี “มูลค่า” เท่าไร และ
  2. คุณค่าสัมพัทธ์ (เปรียบเทียบ) ระหว่างทารกในครรภ์และมนุษย์เป็นอย่างไร
prof. Kriengsak Chareonwongsak กล่าวว่า Prof. Kriengsak Chareonwongsak เห็นด้วยอย่างที่สุดว่าชีวิตมนุษย์นั้นมีค่าอนันต์จนไม่สามารถทดแทนหนึ่งชีวิตของมนุษย์ด้วยสิ่งใดได้ แต่ “คุณค่า” ที่ prof. Kriengsak Chareonwongsak กล่าวนี้เป็น “มูลค่า” ในเชิงการจัดสรรทรัพยากรอันมีอยู่จำกัดบนโลกนี้ เนื่องจากแม้ชีวิตมนุษย์หนึ่งคนจะมีคุณค่าอนันต์ แต่ชีวิตมนุษย์ทุกคนต่างก็มีคุณค่าอนันต์ และคนเหล่านั้นต้องการทรัพยากรส่วนหนึ่งเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน ดังนั้น เราจึงไม่สามารถที่จะทุ่มทรัพยากรหมดโลกไปเพื่อรักษาหรือชดเชยเพียงหนึ่งชีวิตได้

สำหรับคำถามแรก Prof Kriengsak Chareonwongsak กล่าวว่า ขออ้างอิงจากเหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินวัน-ทู-โกตกที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งผู้บริหารของสายการบินได้ตกลงจะจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้เสียชีวิตรายละ 5 ล้านบาท บทความนี้จะสมมติว่าตัวเลข 5 ล้านบาทเป็นตัววัด “มูลค่า” ของชีวิตมนุษย์หนึ่งชีวิต จากมุมมองของผู้บริหารสายการบิน วัน-ทู-โก (ซึ่งน่าจะมากกว่าการชดเชยการเสียชีวิตในกรณีอื่น ๆ)
สำหรับการระบุคุณค่าสัมพัทธ์ระหว่างหนึ่งชีวิตของทารกในครรภ์กับหนึ่งชีวิตของมนุษย์ (ที่ออกมาจากท้องแม่แล้ว) นั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากความเชื่อและทัศนคติของสังคม ซึ่งหลักคำสอนของศาสนาพุทธและศาสนาสำคัญ ๆ ในประเทศไทยถือว่า การทำแท้งเทียบได้กับการฆ่าคน จึงอาจสรุปได้ว่า ในความเชื่อและทัศนคติของคนไทยให้คุณค่าสัมพัทธ์ระหว่างทารกในครรภ์หนึ่งชีวิตและมนุษย์หนึ่งชีวิตเป็น 1:1

ถึงตอนนี้เรามีข้อมูลเพียงพอจะสามารถสรุปได้ว่า การทำแท้งเสรีเป็นแนวนโยบายที่มีประสิทธิภาพในการลดอาชญากรรมในอนาคตหรือไม่ ทั้งนี้ หากหนึ่งชีวิตของมนุษย์มี “มูลค่า” 5 ล้านบาท และคุณค่าของชีวิตทารกในครรภ์และมนุษย์เท่าเทียมกันแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่าต้นทุนของการทำแท้ง 1 ครั้ง มีมูลค่าเท่ากับ ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพื่อการทำแท้ง รวมกับ “มูลค่า” ของชีวิตของทารกในครรภ์ที่ต้องสูญเสียไปซึ่งเท่ากับ 5 ล้านบาท จึงมีคำถามว่า มีแนวทางอื่นที่ให้ผลอย่างเดียวกันแต่มีต้นทุนต่ำกว่าหรือไม่?
หากพิจารณาการคุมกำเนิดด้วยถุงยางอนามัย ราคาถุงยางอนามัยอยู่ที่ประมาณ 10-15 บาทต่อชิ้น ดังนั้น ต้นทุนการทำแท้ง 1 ครั้งจึงมีค่าเท่ากับถุงยางอนามัย 3.3 - 5 แสนชิ้น หากเราประมาณการขั้นสูงสุดว่า ผู้หญิง 1 คนมีช่วงเวลาที่สามารถมีบุตรได้ 30 ปี และใช้ถุงยางอนามัยทุกวันตลอดช่วงเจริญพันธุ์ เธอจะใช้ถุงยางอนามัยประมาณ 11,000 ชิ้นเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ตลอดชีวิตของเธอ จะเห็นว่า แม้จะประมาณการขั้นสูงสุดแล้ว แต่ต้นทุนการลดจำนวนวัยรุ่นอันธพาลในอนาคตโดยการใช้ถุงยางอนามัยยังต่ำกว่าการทำแท้งอย่างมหาศาล ยังไม่ต้องพูดถึงการคุมกำเนิดแบบอื่น ๆ ที่อาจมีต้นทุนต่ำกว่านี้อีก
Prof. Kriengsak Chareonwongsak จึงได้สรุปว่า แม้ข้อมูลเชิงประจักษ์จะแสดงให้เห็นว่าการเปิดให้มีการทำแท้งเสรีจะทำให้อัตราการก่ออาชญากรรมในอนาคตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่วิธีดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากทำให้ทารกในครรภ์จำนวนมากต้องเสียชีวิต จนไม่คุ้มที่ช่วยชีวิตเหยื่อจากการเกิดอาชญากรรมที่อาจมีจำนวนน้อยกว่า (ตามข้อมูลของ Levitt ต้องเสียชีวิตทารกในครรภ์ไป 1 พันชีวิต เพื่อลดผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรม 1 ราย)

ในความคิดของ prof. Kriengsak Chareonwongsak สถานการณ์ที่ดีที่สุด คือการที่วัยรุ่นประเมินได้ว่าตนเองมีกำลังความสามารถและทรัพยากรที่จะเลี้ยงลูกของตนให้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดีได้หรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับสุภาษิตไทยที่ว่า "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็นไปได้ยากมากที่รัฐบาลจะใช้นโยบายเพื่อส่งเสริมให้เกิดภาวะเช่นนั้น ดังนั้น การส่งเสริมให้วัยรุ่นรู้จักการควบคุมกำเนิดที่ถูกต้องในกรณีที่เขายืนกรานที่จะมีคู่รักก่อนวัยอันควรอาจนับว่าเป็นวิธีการที่ดีอันดับสอง (second best)

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะรณรงค์การคุมกำเนิดอย่างเต็มที่ แต่ยังเป็นไปได้ว่ายังคงมีคนที่ไม่ใส่ใจหรือตั้งครรภ์แบบไม่ตั้งใจ แม้ในกรณีนี้ Prof. Kriengsak Chareonwongsak ยังเห็นว่าการทำแท้งเสรีมิใช่ทางออกที่มีประสิทธิภาพ หากเปรียบเทียบกับการอุดหนุนการดูแลเด็กที่เกิดจากแม่ที่ไม่มีความพร้อม ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนกระทั่งเติบโตขึ้น ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไทยยังไม่เคยทำบทบาทนี้เลย Prof. Kriengsak Chareonwongsak ค่อนข้างแน่ใจว่ารัฐบาลจะใช้เงินอุดหนุนต่อคนตลอดช่วงวัยเด็กเพื่อให้เติบโตมาได้อย่างดีในเม็ดเงินที่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดีจะกลับเป็นทำประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งเป็นผลเชิงบวกกลับไปสู่สังคมได้อีกด้วย
25 เมษายน 2551
oknation.net

Thursday, November 18, 2010

sukk.araya prof.Kriengsak Chareonwongsak : ป้องกันทำแท้ง 2




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข่าวการพบซากทารกจากการทำแท้งที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนนับ 1000 ศพ แสดงถึงปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ เป็นสิ่งที่น่าเสียใจที่สังคมให้ความสำคัญกับดารา แต่ที่สำคัญมากยิ่งกว่าคือ ทารกที่เสียชีวิตจำนวนมากนั้นเกิดจากวัยรุ่นที่ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ
การแก้ไขนอกจากโดยสถาบันครอบครัวแล้ว ยังต้องอาศัยสถาบันหลักคือ สถาบันการศึกษาร่วมด้วย
บทความนี้ท่านได้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2008 จึงขอนำกลับมานำเสนออีกครั้ง
------------------------------------------------------------------------------------------------
ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
  • วัยรุ่นเป็นช่วงที่มีการปรับตัวทั้งด้านร่างกาย ความคิด และจิตใจ เพื่อพัฒนาและเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นโดยธรรมชาติวัยรุ่นจึงเผชิญกับกับการเปลี่ยนแปลงของตนเองอยู่มาก อีกทั้งการต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพสังคมยุคที่ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี และวิทยาการมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้วัยรุ่นในฐานะที่เป็นสมาชิกในสังคมที่ต้องอยู่ในสภาพสังคมดังกล่าว อาจประสบปัญหาในการปรับตัวในหลายด้านพร้อมกัน ประกอบกับเด็กในช่วงวัยรุ่นนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่โรงเรียน และสภาพเศรษฐกิจที่บีบรัดมากขึ้น ทำให้พ่อแม่อาจไม่มีเวลาในการอบรมสั่งสอนหรือใกล้ชิดลูกมากเท่ากับในอดีตจึงเป็นเหตุให้พ่อแม่และคนในสังคมได้ถ่ายโอนความรับผิดชอบไปให้กับโรงเรียนโดยไม่รู้ตัว โรงเรียนจึงทำหน้าที่แทนครอบครัว โดยมีความสำคัญเทียบเท่ากับครอบครัวที่สองของวัยรุ่น
  • ปัจจุบันเรามีวัยรุ่นอายุระหว่าง ๑๑–๑๗ ปีที่อยู่ในความดูแลของสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการมากถึงกว่า ๖ ล้านคนโดยประมาณจากจำนวนผู้เรียนทั้งหมดทุกประเภททุกระดับกว่า ๑๑ ล้านคนในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ดังนั้นสถานศึกษาจึงควรให้ความสำคัญในบทบาทการรับผิดชอบต่อการพัฒนาผู้เรียนวัยรุ่นให้มากปัญหาสำคัญของวัยรุ่นในปัจจุบัน
  • ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า วัยรุ่นเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางทางกายภาพและสังคมอย่างมาก จึงอาจส่งผลให้วัยรุ่นบางส่วนที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและดีเพียงพอ อาจก่อปัญหาหลายประการ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
    การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
  • ปัจจุบันวัยรุ่นส่วนหนึ่งมีมุมมองเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน เป็นเรื่องไม่เสียหาย เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล ผนวกกับเป็นวัยแห่งการอยากทดลอง ชอบการท้าทาย แต่ขาดประสบการณ์และความเข้าใจที่ลึกซึ้งและรอบด้านในเรื่องเพศและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากการสำรวจของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติพบว่า เด็กไทยมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น วัยรุ่นหญิงในเมืองร้อยละ ๕๐ มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และวัยรุ่นหญิงร้อยละ ๖๖ มีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนชายโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย จึงมีปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ตามมา และนำไปสู่การทำแท้งที่ผิดกฎหมาย ปัญหาโรคเอดส์ และอื่น ๆ
  • นอกจากนั้นผู้แทนองค์การกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ นาย บอล โกปาล กล่าวว่า ประเทศไทยมีอัตราการตั้งครรภ์และทำแท้งในวัยรุ่นสูงมาก โดยทำแท้งปีละประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ราย หรือคิดเป็นสัดส่วน ๑ ในทุก ๓ รายของการเกิดมีชีพการติดสิ่งเสพติดและสิ่งมืนเมา
  • จากการสำรวจข้อมูลของนักเรียน ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในสังกัดกรมสามัญศึกษา และกรมอาชีวศึกษาพบว่า นักเรียนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมีประมาณร้อยละ ๔.๕ ของผู้เรียนทั้งหมด ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มผู้เรียนวัยรุ่น นอกจากนั้นยังมีปัญหาการเสพสิ่งมึนเมาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น บุหรี่ เหล้า และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ยาเสพติดและสิ่งมึนเมาต่าง ๆ ได้กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อวัยรุ่นซึ่งเป็นอนาคตของชาติมากขึ้นทุกขณะการเล่นพนัน
  • วัยรุ่นเป็นวัยที่รักความสนุกสนาน ความตื่นเต้น และความเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ จึงไม่แปลกที่มักจะชอบกิจกรรมการพนัน อาทิ ไพ่ และการพนันบอล ฯลฯ ตัวอย่างในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลกเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าการพนันบอลได้กลายเป็นสิ่งที่ลุกลามเข้าไปในชีวิตของวัยรุ่นมากขึ้น มีการเสียพนันบอลและการกู้หนี้ยืมสินกันอย่างกว้างขวาง บางคนถูกเจ้าหนี้ตามไปทวงถึงที่บ้าน ซึ่งผู้ปกครองต้องชำระหนี้ให้ หากไม่สามารถชำระหนี้ได้จะมีการข่มขู่ทำร้าย หรือบางรายหันไปประกอบอาชญากรรมเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ดังกล่าว เป็นต้น
    การเที่ยวกลางคืน
  • วัยรุ่นเป็นจำนวนมากมีพฤติกรรมการเที่ยวกลางคืน ซึ่งมีจากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นการรักสนุก ความต้องการคลายความเครียดหรือคลายความเหงา ที่มักจะมีสาเหตุมาจากการขาดความรัก ความเข้าใจ และความอบอุ่นจากครอบครัว ทำให้วัยรุ่นหาทางออกด้วยการเที่ยวสถานบันเทิง ส่งผลให้การเรียนตกต่ำ และมีแนวโน้มจะพ่วงปัญหายาเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ที่ผิด การก่ออาชญากรรม และการใช้ความรุนแรง เป็นต้นการใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา
  • ปัจจุบันสภาพปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวและสังคมที่มีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการที่สื่อนำเสนอภาพและเนื้อหาที่มีความรุนแรงของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ อินเทอร์เน็ต และเกมส์บางประเภท สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมทัศนคติ ความคิด และพฤติกรรมของผู้เรียนวัยรุ่นอย่างมาก เพราะวัยรุ่นเป็นช่วงที่สามารถซึมซับและเลียนแบบความคิดและพฤติกรรม จากการใช้ความรุนแรงของพ่อแม่ คนในสังคมที่มักปรากฏตามสื่อต่าง ๆ หรือการเลียนแบบนักแสดงบู๊ที่ชื่นชอบ เป็นต้น เป็นผลให้วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่มักใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เช่น การก่อการทะเลาะวิวาท ชกต่อย ยกพวกตีกัน และอาจไปถึงขั้นการก่ออาชญากรรมได้ เป็นต้น
  • จากสภาพปัญหาของวัยรุ่นดังกล่าว ที่ผ่านมาสถานศึกษาต่างก็พยายามให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาผู้เรียนวัยรุ่นมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การหันกลับมาทบทวนเนื้อหาหลักสูตรด้วยการบรรจุวิชาเพศศึกษาไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน มีมาตรการจัดสารวัตรนักเรียนไว้เพื่อป้องกันและสอดส่องการหนีเรียน การเที่ยวโสเภณี การเล่นพนัน การเที่ยวกลางคืน ฯลฯ รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและนำแนวคิดเรื่องการบันทึกความดีของผู้เรียนไว้ในสมุดรายงานความประพฤติ จัดแนะแนวการเรียนและการอาชีพในอนาคต หรือแม้กระทั่งการใช้กล้องโทรทัศน์วงจรปิดในโรงเรียนเพื่อคอยสอดส่องและควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนวัยรุ่น
  • อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากสถานศึกษาส่วนใหญ่ยังขาดแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการของผู้เรียนในกลุ่มวัยรุ่นอย่างแท้จริง และไม่ได้เป็นแนวทางแก้ปัญหาในเด็กวัยรุ่นได้ในระยะยาว ตัวอย่างเช่น การตั้งกฎระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มากมายที่เข้มงวดมากแล้วถ้าหากเด็กคนไหนทำผิดระเบียบก็จะหักคะแนนและทำโทษ การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนที่เน้นเพียงด้านวิชาการ แต่ไม่ส่งเสริมให้มีการทำกิจกรรมที่หลากหลายตามความสนใจของผู้เรียนกลุ่มวัยรุ่นเท่าที่ควร ฉะนั้นสถานศึกษาจึงควรพัฒนาแนวทางอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างได้ผลในระยะยาวแนวทางแก้ปัญหาวัยรุ่นของสถานศึกษา
1. ประยุกต์ประเด็นร่วมสมัยในเนื้อหาวิชาเรียน
  • สภาพสังคมที่วัยรุ่นในปัจจุบันประสบมีความซับซ้อนมากขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นโรงเรียนควรจะสอนเนื้อหาที่ช่วยให้วัยรุ่นรู้เท่าทันและสอดแทรกค่านิยมหรือความคิดที่ถูกต้องในเชิงคุณธรรมจริยธรรมลงไป เพื่อเป็นปราการป้องกันค่านิยมที่ผิดและวิถีชีวิตที่ไม่ส่งเสริมการเรียนและความสำเร็จในอนาคต โดยในแต่ละคาบเรียนทุกวิชาควรจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ถกประเด็นร่วมสมัยที่เป็นปัญหาวัยรุ่นในสังคม ทำการบ้านหรือศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องของปัญหาวัยรุ่นร่วมกัน จะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งและกว้างขวางมากขึ้น ทำให้นักเรียนมีจุดยืนที่มั่นคงทางความคิด มีวิจารณญาณในการตัดสินใจมากพอที่จะไม่หลงไปกับกระแสสังคมเท่านั้น
2. จัดกิจกรรมหลากหลายตอบสนองความสนใจ

  • เด็กวัยรุ่นเป็นวัยที่มีพลังสร้างสรรค์และต้องการแสดงออก หากโรงเรียนไม่จัดเวทีช่องทางในการแสดงออกอย่างถูกต้องและเหมาะสม เด็กวัยรุ่นจะหาช่องทางด้วยตนเองซึ่งมีโอกาสที่จะถูกล่อลวงจากกระแสสังคมที่ไม่ดีงามได้ เพราะจำกัดในความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และวิจารณญาณที่รอบคอบ ประกอบกับต้องการได้รับการยอมรับจากเพื่อน และได้ขึ้นชื่อว่าก้าวทันแฟชั่นของสังคม




  • ดังนั้นโรงเรียนควรจะสรรหากิจกรรมที่มีความหลากหลาย โดยควรศึกษาความต้องการของวัยรุ่น ผลักดันให้วัยรุ่นสนใจสิ่งที่เป็นประโยชน์ และควรให้เวลาและทรัพยากรสนับสนุนอย่างเพียงพอ เช่น จัดตั้งชมรมตามความสนใจของวัยรุ่น โดยให้ผู้เรียนกลุ่มนี้ได้บริหารจัดการกันเอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนวัยรุ่นได้ปลดปล่อยศักยภาพในขอบข่ายที่โรงเรียนสามารถดูแลได้ เช่น ชมรมเต้นรำ ชมรมร้องเพลง (คาราโอเกะ) ชมรมเชียร์ลีดเดอร์ ชมรมการแสดง ชมรมนักข่าว ชมรมศิลปะการแสดงและการพูด ชมรมคอมพิวเตอร์ ชมรมถ่ายภาพ ชมรมกีฬา การจัดให้มีวิชาเลือกด้านแฟชั่นเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ เป็นต้น อีกทั้งโรงเรียนสามารถกระตุ้นความสนใจของวัยรุ่นด้วยการจัดกิจกรรมการประกวดร้องเพลง เต้นรำ วงดนตรี เดินแบบเพื่อการกุศล ฯลฯ ขึ้นโดยร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอกอื่น ๆ เป็นต้น






    • 3. ให้การแนะแนวและคำปรึกษา
      • นอกเหนือจากการสอนในชั้นเรียนแล้ว โรงเรียนควรจะใช้งานแนะแนวเป็นเครื่องมือเชิงรุกสำหรับวางกรอบกิจกรรม การวางแผนการเรียนและแผนชีวิตของนักเรียนที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น โดยจัดครูที่มีความเชี่ยวชาญหรือจบสาขาด้านจิตวิทยาการแนะแนวมาโดยตรงเป็นผู้ให้คำปรึกษาและมีส่วนช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาในโรงเรียน เช่น ให้คำแนะนำเรื่องการเลือกเรียนต่อ การวางตัวกับเพศตรงข้าม การใช้เวลากับครอบครัว การป้องกันตนเองจากการติดยาเสพติด ให้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง มีเงินทุนจัดสรรไว้เฉพาะเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหา มีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับภาคีอื่น ๆ ร่วมกับโรงเรียนเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาวัยรุ่น เป็นต้น
      4. เป็นศูนย์กลางการทำกิจกรรมนอกเวลาราชการ
      • สถานศึกษาควรมีส่วนสร้างและส่งเสริมกิจกรรมสำหรับคนในชุมชนร่วมถึงกลุ่มผู้เรียนที่เป็นวัยรุ่นนอกเวลาราชการด้วย เนื่องจากโรงเรียนมีความพร้อมในหลายด้าน เช่น สถานที่ สิ่งแวดล้อม อุปกรณ์ในการทำกิจกรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชนเข้ามาใช้สถานที่และอุปกรณ์เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการห้องสมุด สนามกีฬา การจัดกิจกรรมของชมรมต่าง ๆ โดยกำหนดให้มีผู้คอยควบคุม ดูแลความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งอาจเปิดรับอาสาสมัครจากคนในท้องถิ่น หรือให้นักเรียนที่เป็นรุ่นพี่มีส่วนดูแลสถานที่และกิจกรรมช่องนอกเวลาราชการ โดยไม่ต้องจ้างบุคลากรเพิ่ม
      • อย่างไรก็ตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาและการพัฒนาวัยรุ่นให้ประสบความสำเร็จนั้นมิได้เป็นหน้าที่ของสถานศึกษาเท่านั้น แต่ทุกสถาบันในสังคมควรมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันไม่ว่าจะเป็น รัฐ สื่อมวลชน และชุมชน ฯลฯ โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันพื้นฐานที่ใกล้ชิดกับวัยรุ่นมากที่สุด ที่ต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหาและแนะแนวทางสำหรับผู้เรียนวัยรุ่นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อสร้างกลุ่มผู้เรียนวัยรุ่นนี้ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศต่อไป
      บทความ “โรงเรียนกับวัยรุ่นยุคใหม่”

      Wednesday, November 17, 2010

      sukk.araya:Kriengsak Chareonwongsak-ป้องกันการทำแท้ง




      sukk.araya is moved by the inspiration of
      my teachers,
      my friends and  



      -----------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ข่าวการทำแท้งที่ได้พบศพทารกในวัดไผ่เงินจำนวน 348 ศพ
      สร้างความสะเทือนขวัญให้สังคมอย่างมาก และนำมาซึ่งการตื่นตระหนก กระแสที่ต้องการให้ควบคุมตรวจสอบคลีกนิคทำแท้งที่มีอยู่หลายแห่งในกรุงเทพ การแก้ไขที่ต้นเหตุกลับถูกละเลยไป คือ
      การแก้ไขในระดับครอบครัว และ สถานศึกษา
      -----------------------------------------------------------------------------------------------
      นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจ และ รัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
      http://www.kriengsak.com/
      ในสังคมไทยปัจจุบันเราเห็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องมาจากปัญหาในเรื่องเพศ อาทิ การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ในวัยเรียน การก่ออาชญากรรมอันเนื่องมาจากความหึงหวง คดีข่มขืน การทำแท้ง การทอดทิ้งลูกที่เกิดมาไว้ในกองขยะข้างทาง ปัญหาโรคเอดส์หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ ฯลฯ ซึ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคม
      หัวอกของผู้เป็นพ่อแม่ย่อมห่วงลูกเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยรุ่นหรือวัยอันตรายหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น จะทำอย่างไรให้ลูกสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤติมาได้อย่างปลอดภัย

      อย่างไรก็ตาม แม้จะห่วงแต่พ่อแม่จำนวนมากยังคงไม่ทราบว่าควรจะเริ่มต้นสอนลูกในเรื่องเพศนี้อย่างไร บ้างก็มีความคิดว่าเป็นเรื่องต้องห้าม น่าอาย ไม่ควรพูดถึงมากเพราะเกรงว่าจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก โดยคิดว่าเดี๋ยวลูกโตขึ้นมาย่อมจะรู้ได้ด้วยตนเองไปตามวัยแต่งงานไปเดี๋ยวก็รู้เอง บ้างก็โยนไปให้ครูอาจารย์ที่โรงเรียนเป็นผู้สอนเรื่องนี้แทนตน
      ในความเป็นจริง ลูกไม่สามารถเรียนรู้หรือทำความเข้าใจในเรื่องเพศที่ถูกต้องเองได้ หากพ่อแม่ไม่เป็นผู้สอนหรือให้ความรู้ความเข้าใจแก่ลูกในเรื่องนี้ สื่อต่าง ๆ ทั้งทีวี อินเทอร์เน็ต เพื่อนของลูก ฯลฯ ย่อมจะเป็นผู้สอนเขาแทนพ่อแม่ โดยยากที่จะห้ามไม่ให้เด็กรับสื่อเหล่านี้ได้ ซึ่งล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กมีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศมากยิ่งขึ้นในส่วนของพ่อแม่ที่คิดว่าโรงเรียนสามารถเป็นที่พึ่งในการสอนเรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้องให้กับลูกได้นั้น อาจต้องเปลี่ยนความคิด เนื่องจากในปัจจุบันการสอนเรื่องเพศหรือเพศศึกษาในโรงเรียนนั้นยังคงเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันในวงกว้างถึงหลักสูตรการเรียนการสอนว่าควรสอนถึงระดับไหน หากสอนละเอียดมากเกินไปแล้วจะเป็นดาบสองคมหรือไม่ ดังนั้น หลักสูตการเรียนการสอนในเรื่องเพศของโรงเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงคงเป็นในรูปแบบของแบบเรียนวิชาการมาตรฐานที่เหมารวมสอนไปให้นักเรียนทุกคนโดยไม่สามารถที่จะให้คำแนะนำเจาะลึกไปถึงปัญหาทากางเพศที่เกิดขึ้นกับเด็กแต่ละคนในแต่ละช่วงวัยที่อาจมีปัญหาที่แตกต่างกันไปได้อย่างดีที่สุด
      เพศศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กทุกคนต้องได้รับการสอน การใส่ข้อมูลที่ถูกต้อง รวมทั้งการฝึกฝนวินัยหรือการควบคุมตนเองในเรื่องนี้ ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของชีวิตเช่นเดียวกับการฝึกฝนลักษณะนิสัยที่ดีในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งมีพ่อแม่เป็นผู้ที่รับบทบาทนี้ไปอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
      โดยหลักสำคัญในการสอนเพศศึกษาให้กับบุตรหลานที่พ่อแม่ควรยึดเป็นหลักไว้ได้แก่ตั้งเป้าหมายระยะไกล พ่อแม่ควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนมากที่สุด คิดไปให้ไกลมากที่สุดว่าแท้จริงแล้วเราปรารถนาให้ลูกมีพฤติกรรมทางเพศเป็นอย่างไร เป้าหมายไม่ควรแค่ว่าลูกของเราจะไม่มีแฟนแบบออกนอกลู่นอกทางในวัยเรียน หรือเพียงแค่ให้ลูกของเราเรียนรู้ที่จะคุมกำเนิดด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว ไม่ต้องมาพลาดท้องก่อนแต่งตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์เท่านั้น แต่พ่อแม่ควรมองไปให้ไกลและตั้งเป้าหมายไปถึงที่ว่าลูกของเราจะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจและมีพฤติกรรมทางเพศในทางที่ถูกต้องทั้งการรู้จักตนเอง การป้องกันตนเอง การควบคุมตัวเองในเรื่องเพศ ฯลฯ เพื่อปลายทางอันนำไปสู่การสร้างครอบครัวใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิใจ รวมทั้งการใช้ชีวิตกับคู่สมรสอย่างมีความสุข ตลอดจนสามารถเลี้ยงดูบุตรหลานรุ่นต่อไปในอนาคตให้มีความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมทางเพศที่ถูกต้องดีงามด้วยเช่นกัน
      เริ่มสอนให้เร็วที่สุด ตั้งแต่สังเกตได้ว่าลูกของเราเริ่มรู้ความและมีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศนี้ ไม่ว่าจะเป็น การชอบแอบดูหรืออยากเห็นเวลาพ่อหรือแม่อาบน้ำ การชอบเล่นอวัยวะเพศของตนเอง หรือการที่เด็กชายชอบไปแกล้งแอบเปิดกระโปรงของเด็กหญิง เป็นต้น

      โดยหัวข้อสำคัญที่พ่อแม่ควรยึดเป็นหลักในการสอนลูกนั้นได้แก่
      การรู้จักและรู้เท่าทันเพศของตนเองในช่วงวัยต่าง ๆ ไม่ควรให้เด็กรู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ลึกลับเพราะยิ่งจะเป็นการกระตุ้นลูกซึ่งอาจอยากรู้อยากเห็นไปในทางที่ผิดได้ ในช่วงเด็กปฐมวัยนั้นพ่อแม่ควรสอนให้เด็กรู้ว่าตนเองนั้นเป็นเพศหญิงหรือชาย วิธีการดูแลรักษาความสะอาดที่ถูกต้อง การไม่ไปเล่นกับอวัยวะเพศของตน ในช่วงก้าวสู่วัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ฮอร์โมน อารมณ์ โดยพ่ออาจเป็นผู้สอนลูกชายและแม่เป็นผู้คอยสอนลูกสาวพ่อแม่ที่อบรมสั่งสอนและปลูกฝังความเข้าใจในเรื่องเพศให้แก่ลูกตั้งแต่วัยเยาว์ย่อมได้เปรียบในการต่อยอดการสอนต่อไปได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกเริ่มโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนต้นและวัยรุ่นตอนปลายอันเป็นวัยอันตรายที่ลูกเริ่มมีความรู้สึกทางเพศอย่างรุนแรงต่อเพศตรงข้าม เด็กที่พ่อแม่มีการพูดคุยทำความเข้าใจมานานก่อนหน้านี้แล้วย่อมมีความได้เปรียบในการรับมือหรือจัดการกับอารมณ์หรือความต้องการทางเพศของตนได้ดีกว่า
      การรู้จักและการปฏิบัติตนอย่างให้เกียรติต่อเพศตรงข้าม พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักเพศที่ตรงข้ามกับตนรวมทั้งแนวทางการปฏิบัติตัวต่อเพศตรงข้ามอย่างเหมาะสมและให้เกียรติ อาทิ สอนลูกชายไม่ให้ทำรุนแรงหรือเล่นแรง ๆ กับเด็กผู้หญิง ไม่ไปแกล้งเปิดกระโปรงเพื่อนนักเรียนหญิง ช่วยเหลือเพศหญิงซึ่งเป็นเพศที่มีสรีระร่างกายที่อ่อนแอกว่าตนในโอกาสต่าง ๆ เช่นช่วยยกของ และสอนต่อยอดในเรื่องต่อไปตามพัฒนาการของลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นที่เริ่มมีความต้องการทางเพศ อยากอยู่ใกล้ จับไม้จับมือหรือถูกเนื้อต้องตัวในเพศตรงข้าม พ่อแม่ควรสอนลูกชายในเรื่องของการไม่เป็นคนฉวยโอกาสและให้เกียรติกับเพศตรงข้าม ส่วนลูกสาวนั้นควรสอนให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองเช่นกันว่าหากปล่อยเนื้อปล่อยตัวยอมให้เพศชายมาจับมือถือแขนกอดรัดกันอย่างง่ายดายแล้วย่อมเสี่ยงต่อการพลาดท่าเสียทีในที่สุด
      การป้องกันระมัดระวังภัยในเรื่องเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายทางเพศในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการล่อลวงเด็กหญิงหรือเด็กชายไปค้าประเวณีกับกุ่มคนที่มีรสนิยมชื่นชอบเด็ก การค้ามนุษย์ข้ามชาติ การล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลใกล้ชิด เช่น ญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้าน ฯลฯ รวมทั้งการเปิดกว้างของสื่อกระตุ้นเร้าอารมณ์ทางเพศมากมายทีพบได้ทั่วไปและสามารถสรรหามาครอบครองได้โดยง่าย สภาพแวดล้อมอันตรายต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้พ่อแม่ต้องหันมาตระหนักในการหาทางช่วยเหลือป้องกันภัยด้วยการหุ้มเกราะและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกของตนอย่างจริงจังเร่งด่วน อันได้แก่ การสอนให้ลูกเล็ก ๆ ได้ตระหนักในการหวงเนื้อหวงตัวไม่ยอมให้ใครก็ตามมาแตะต้องหรือสัมผัสอวัยวะเพศของตน วิธีการร้องขอความช่วยเหลือในยามมีภัย สถานที่ใดบ้างที่ลูกไม่ควรไปเพราะมีภัยอันตรายทางเพศแฝงอยู่ การสอนในเรื่องการวางตัวต่อเพศตรงข้ามรวมทั้งการแต่งตัวอย่างเหมาะสมมิดชิดไม่โป๊เกินงามอันนำไปสู่การยั่วยวนเพศตรงข้าม การชี้ให้เห็นถึงภัยอันตรายจากการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ ผลเสียต่อนาคตระยะยาวหากไปเที่ยวหญิงโสเภณีหรือการไปขึ้นครู ผลข้างเคียงของการเมาสุราจนขาดสติซึ่งอาจนำไปสู่กับดักหลุมพรางทางเพศได้ ควบคุมดูแลการใช้อินเทอร์เน็ต เกม หรือการรับสื่อต่าง ๆ ของลูกที่อาจมีพิษภัยทางเพศแฝงอยู่ รวมทั้งทำความรู้จักเพื่อนของลูกหรือกลุ่มเพื่อนที่ลูกคบอยู่ด้วยว่าเป็นอย่างไร เป็นต้น
      ฝึกวินัยควบคู่ไปกับการสอน การสอนลูกในเรื่องเพศนั้นจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการฝึกฝนความมีระเบียบวินัยในชีวิตความสามารถในการบังคับตนเองรวมทั้งการฝึกฝนความเข้มแข็งในจิตใจควบคู่ไปด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไม่สามารถแยกจากกันได้ ผู้ที่มีวินัยในการใช้ชีวิตมีความสามารถในการบังคับตนที่ดีย่อมมีความเสี่ยงต่อปัญหาทางเพศน้อยกว่าผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างขาดวินัยและมีสภาพจิตใจที่อ่อนแอไม่สามารถควบคุมความต้องการของตนเองในเรื่องต่าง ๆ ได้ ไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องความต้องการทางเพศเท่านั้น
      การฝึกฝนความมีวินัยจำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กจึงได้ผลดีที่สุด โดยเป็นการฝึกฝนในเรื่องของความมีระเบียบวินัยในชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน รวมไปถึงการฝึกฝนความเข้มแข็งทางจิตใจความสามารถในการบังคับตนผ่านทางการอดทน รอคอย พากเพียรพยายาม การตั้งเป้าและทำให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ การฝึกฝนในเรื่องของการรู้จักปฏิเสธความต้องการ ณ เวลานั้นของตน เพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคตหรือการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เป็นต้น โดยพ่อแม่เป็นผู้ฝึกฝนเตือนสติด้วยวิธีการอันชาญฉลาดทั้งการมีบทลงโทษที่สมเหตุสมผลและการให้รางวัลหากทำได้สำเร็จ
      สร้างสรรค์วิธีการนำเสนอ การสอนเรื่องเพศศึกษาให้กับลูกนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ผนวกกับการใช้ความรักและความเข้าใจเป็นที่ตั้ง พ่อแม่จำเป็นต้องสร้างสรรค์เทคนิควิธีการต่าง ๆ ในการสอนลูกของตนโดยปรับเปลี่ยนไปตามวัยให้เหมาะสม รวมทั้งปรับให้เหมาะกับสไตล์หรือบุคลิกลักษณะของเด็กแต่ละคนซึ่งมีความแตกต่างกันไป อาทิ การสอนในเด็กเล็กด้วยการใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบหรือคำอุปมาต่าง ๆ ที่สามารถเห็นภาพได้ชัดเจน โดยยึดหลักของการสื่อสารข้อเท็จจริงเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ว่าลูกถามว่าเกิดมาได้อย่างไรพ่อแม่ตอบว่ามาจากกระบอกไม้ไผ่ อันเป็นการใส่ข้อมูลที่ผิด ๆ ซึ่งจะเป็นปัญหาตามมาในอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อยอดความเข้าใจที่มากขึ้นเมื่อเขาเป็นวัยรุ่น หรือการสร้างความสับสนอยากรู้อยากลองเมื่อเพื่อน ๆ ให้ข้อมูลมากอีกแบบ รวมทั้งอาจถูกล่อลวงในเรื่องเพศได้ง่ายเพราะไม่ได้ระมัดระวังในการป้องกันตนเอง
      การสร้างสรรค์วิธีการสอนแบบต่าง ๆ นั้นต้องยึดหลักของเป้าหมายแท้จริงระยะยาวที่เราต้องการเป็นที่ตั้ง มิเช่นนั้นแล้วเราจะให้น้ำหนักในการสอนลูกผิดไปและอาจนำไปสู่การชี้โพรงให้กระรอกตามมาได้ อาทิ สอนเน้นย้ำอยู่แค่เรื่องวิธีการคุมกำเนิด การใส่ถุงยางอนามัยที่ถูกวิธี โดยคิดว่าเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลในการตัดสินใจเรื่องเพศ แต่ไม่ได้สอนให้ลูกตระหนักว่าสิทธิที่เขามีนั้นต้องควบคู่ไปกับหน้าที่ในการเป็นลูกที่ดี นักเรียนที่ดี ประชาชนที่ดีของประเทศชาติ รวมทั้งการรับผิดชอบและรับผลในสิ่งที่เขาตัดสินใจทำลงไปนอกจากนี้พ่อแม่ควรสรรหาและสนับสนุนให้ลูกของตนได้ใช้เวลาว่างที่มีอยู่อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ การเล่นดนตรี กีฬา การทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ฯลฯ ไม่ปล่อยเวลาว่างใจลอยคิดแต่เรื่องของตัวเองหรือหมกมุ่นไปกับเรื่องเพศ เรื่องแฟน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยรุ่นซึ่งมีฮอร์โมนเพศสูงมีอารมณ์ทางเพศที่รุนแรงการสอนเพศศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่จำเป็นต้องสอนลูก ซึ่งมากไปกว่าการให้ข้อมูลความรู้ในเรื่องเพศ การป้องกันภัยทางเพศ หรือการคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีไม่ให้พลาดตั้งครรภ์เท่านั้น แต่เป็นการสอนและปลูกฝังระเบียบวินัยการสร้างลักษณะชีวิตที่ถูก ต้องรวมไปถึงการสร้างสภาพจิตใจที่เข้มแข็งในการบังคับตนเองในสามารถเอาชนะความอยากหรือความต้องการของตน การอดเปรี้ยวไว้กินหวานเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดเมื่อเขาเติบโตขึ้นมาในอนาคต
      จากบทความ "เพศศึกษา" เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอนลูก