Showing posts with label คิด. Show all posts
Showing posts with label คิด. Show all posts

Monday, April 18, 2011

Kriengsak Chareonwongsak : คิด เขียน 5




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลับคมความคิดด้วย ทักษะการเขียน” 5 

.ดร.เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

สนับสนุนและจูงใจให้ลูก เขียน  พ่อแม่สามารถสนับสนุนการพัฒนาทักษะด้านการเขียนของลูกไม่เพียงแต่ในเรื่องอุปกรณ์ อาทิ ปากกาดินสอ กระดาษ ไดอารี่หรือสมุดสีสันสดใสสวยงามน่าขีดเขียนเท่านั้น แต่ต้องจูงใจให้ลูกรักหรือชื่นชอบที่จะ เขียน ทั้งที่เป็นทางการและอย่างไม่เป็นทางการเช่นการเขียนโคลงกลอน เพลง เขียนการ์ตูน มุขตลก แต่งนิทาน ฯลฯ พร้อมทั้งเปิดเวทีให้ลูกได้แสดงผลงานของตน อาทิ มีบอร์ดแสดงผลงานที่บ้าน ส่งเสริมให้ลูกเขียนส่งเข้าประกวดในงานต่าง ๆ   นำผลงานเขียนของลูกไปใส่ในอินเทอร์เน็ตหรือเปิด Blog ให้ลูกนำเสนอผลงาน
นอกจากนี้พ่อแม่จำเป็นต้องฝึกลูกให้เป็นคนที่ช่างสังเกต ชอบศึกษาค้นคว้า หาความรู้อยู่เสมอ  สนใจอ่านหนังสือทุกประเภท เป็นนักเก็บบันทึกประสบการณ์ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจในชีวิตประจำวัน เพื่อสั่งสมข้อมูลความรู้มาเป็นวัตถุดิบเพื่อใช้ในการเขียนให้มีความหลากหลายและสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น
ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่พ่อแม่ควรฝึกฝนลูกตั้งแต่ในวัยเยาว์ เพราะนอกจากเป็นใบเบิกทางสำคัญในการเปิดโอกาสสู่ความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและหน้าที่การงานแล้ว ยังเป็นการฝึกฝนให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาเป็นนักคิดที่มีคุณภาพของสังคมอีกด้วย ดังประโยคที่ว่า การเขียนทำให้เกิดความเฉียบคมทางความคิดนั่นเองครับ

Kriengsak Chareonwongsak : คิด เขียน 4




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลับคมความคิดด้วย ทักษะการเขียน 4

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ฝึกฝนความคิดให้คมชัดทักษะการเขียนแท้จริงแล้วเป็นความสามารถในการสื่อสารถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทัศนคติ และความรู้สึกออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นได้เข้าใจตรงกับสิ่งที่เราต้องการที่จะสื่อออกไปนั่นเอง ดังนั้น หัวใจสำคัญของการเขียนเป็นจึงไม่ได้อยู่ที่การเขียนอย่างถูกหลักโครงสร้างไวยากรณ์ สะกดคำได้ถูกต้อง หรือเขียนได้ตรงตามรูปแบบของงานเขียนประเภทต่าง ๆ เท่านั้น แต่ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาผ่านกระบวนการทางความคิดอย่างเป็นระบบในลักษณะต่าง ๆ เป็นสำคัญ อาทิ
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative Thinking) สามารถหาประเด็นใหม่ ๆ เพื่อมากำหนดหัวข้อที่น่าสนใจความคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) สามารถวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำ ในการสืบค้นข้อเท็จจริง สามารถตีความ จำแนกแยกแยะ และทำความเข้าใจข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบคำถามและเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลเกี่ยวกับประเด็นที่นำเสนอ เพื่อให้ข้อเขียนมีเหตุผลหนักแน่นน่าเชื่อถือความคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thinking) มีความคิดรวบยอด  ประสานข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องที่นำเสนอได้อย่างไม่ขัดแย้งโดยไม่คิดและไม่เขียนออกนอกประเด็นความคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthesis-type Thinking) สามารถรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาหลอมรวมภายใต้โครงร่างใหม่อย่างเหมาะสมความคิดเชิงวิพากษ์(Critical Thinking) สามารถวิพากษ์แนวคิดเดิมและเสนอแนวคิดใหม่ ท้าทายและหาข้อโต้แย้ง (argument) ความคิด ข้อเสนอ หรือหลักปฏิบัติเดิมได้ เพื่อเปิดแนวทางความคิดสู่ทางเลือกใหม่ ความคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) สามารถประยุกต์ข้อเท็จจริงหรือแนวคิดใหม่ที่นำเสนอให้เข้ากับบริบทในขณะนั้น ประยุกต์แนวคิดเชิงนามธรรมสู่รูปธรรมเพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ตามวัตถุประสงค์ของการนำเสนอ เป็นต้น  
โดยในทางปฏิบัติหากลูกยังเด็กไม่สามารถเขียนเองได้หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเขียนอย่างไร พ่อแม่สามารถช่วยลูกฝึกฝนได้โดยเริ่มจากการให้ลูกเล่าเรื่องปากเปล่าจากข่าวสารบ้านเมือง เหตุการณ์ที่พบในแต่ละวัน  หนังสือที่ได้อ่าน  ฯลฯ  พร้อมคอยตั้งคำถามและช่วยจดเป็นคำพูดและอ่านออกเสียงให้ลูกฟังว่าสิ่งที่เขาเล่ามานั้นมีการวิเคราะห์สังเคราะห์และจับประเด็นได้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ และค่อยฝึกฝนในขั้นต่อไปโดยให้ลูกเขียนสรุปออกมาด้วยตัวเอง

Kriengsak Chareonwongsak : คิด เขียน 3




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลับคมความคิดด้วย ทักษะการเขียน 3

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องสวมบทบาทเป็นครูในการฝึกฝนทักษะด้านการเขียนให้กับลูกด้วยตนเอง โดยเริ่มจาก 
สร้างบรรยากาศ การเขียนเป็นเรื่องใกล้ตัว  ให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อการเขียนว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากหรือไกลตัวแต่อย่างใด การเขียนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับการพูดคุยเพื่อการสื่อสารระหว่างกัน โดยแทนที่พ่อแม่จะสื่อสารกับลูกโดยใช้การพูดคุยแต่เพียงอย่างเดียว พ่อแม่ควรใช้การเขียนเป็นอีกช่องทางในการสื่อสารกับลูกด้วยเช่นกัน อาทิ การเขียนโน้ตติดตู้เย็นเพื่อเตือนความจำลูกไม่ให้ลืมเรื่องสำคัญในวันนั้น เช่น อย่าลืมเอางานไปส่งครูที่โรงเรียน  กับข้าวอยู่ในเตาไมโครเวฟ เป็นต้น  หรือการหมั่นสื่อสารบอกรักลูกด้วยการเขียนโน้ตหรือการ์ดเป็นประจำ การเขียนอีเมล์ถึงกัน รวมทั้งการจัดหากระดานหรือไวท์บอร์ดติดไว้ประจำในแต่ละบ้านเพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารด้วยการเขียนข้อความสื่อสารระหว่างกัน     
 

Friday, April 8, 2011

Kriengsak Chareonwongsak : ทักษะการจัดระบบ 5




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ทักษะการจัดระบบ ทักษะเพื่อความลงตัวในการใช้ชีวิต 5

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ภายหลังจากการจัดระบบใด ๆ เสร็จสิ้นสิ่งสำคัญที่ควรดำเนินการ คือ การจัดทำใบบันทึกรายการ หรือคู่มือด้วยทุกครั้งเพื่อเป็นประโยชน์ในการหาสิ่งของต่าง ๆ และเป็นแนวทางในการจัดระบบให้ทันสมัยในครั้งต่อไป  ทั้งนี้หัวใจหลักสำคัญอันจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการฝึกฝนทักษะดังกล่าว ได้แก่
...ความสามารถในการคิดหาระบบที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ  ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการคิดเป็นสำคัญ กล่าวคือ การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) เพื่อจำแนกองค์ประกอบต่าง ๆ จากสภาพความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นว่ามีอะไรบ้าง...การคิดเชิงมโนทัศน์  (Conceptual Thinking)  เพื่อนำองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ได้จากการคิดเชิงวิเคราะห์นั้นมาจัดกลุ่มให้เข้าพวกกัน...การคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthesis-Type Thinking) เพื่อนำองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จัดกลุ่มแล้วนั้นมาสร้างเป็นระบบหรือช่องทางใหม่ที่มีความคล่องตัวมากกว่าเดิมเพื่อการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจ โดยพ่อแม่สามารถสอนให้ลูกเรียนรู้ด้วยการเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นรวมทั้งอาจสอนผ่านตัวอย่างการจัดระบบต่าง ๆ ที่มักพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น การจัดระบบจัดหมวดหมู่ในสมุดโทรศัพท์  พจนานุกรม สารานุกรม  สารบาญในหนังสือประเภทต่าง ๆ วิธีการจัดหมวดหมู่หนังสือในห้องสมุด การจัดหมวดหมู่สินค้าประเภทต่าง ๆในห้างสรรพสินค้า  ฯลฯ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะการจัดระบบในชีวิตประจำวันของเราต่อไป
 
...ความมีวินัยหมั่นฝึกฝนและทำอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อจัดระบบในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสร็จแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องไปทำอะไรกับมันอีก เพราะระบบที่ตั้งไว้อาจยังอาจไม่สมบูรณ์เพียงพอหรือล้าสมัย ซึ่งในระหว่างทางที่ใช้ระบบนั้นเราสามารถปรับเปลี่ยนพัฒนาระบบดังกล่าวให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป  การเพิกเฉยไม่ใส่ใจปล่อยปละละเลยอาจส่งผลให้การจัดระบบเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาพการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจนอาจกลายเป็นดินพอกหางหมูยากที่จะสะบัดหลุดไปได้ พ่อแม่จึงควรช่วยลูกในการฝึกวินัย ในการจัดระบบสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เก็บข้าวของให้เป็นที่เป็นทาง ให้เคยชินเป็นนิสัย โดยในช่วงแรกอาจต้องสร้างแรงจูงใจ เช่น การให้รางวัล การกล่าวชมเชย เป็นต้น  
ทักษะการจัดระบบ เป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของการบริหารชีวิตอย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นการร่นระยะเวลาในการทำงานและลดความตึงเครียดในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคใหม่ที่การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีทักษะการจัดระบบที่ดีย่อมได้เปรียบในการรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีในการจัดระบบชีวิตให้ลงตัวได้ในทุกสถานการณ์