Showing posts with label ทักษะ. Show all posts
Showing posts with label ทักษะ. Show all posts

Monday, April 18, 2011

Kriengsak Chareonwongsak : คิด เขียน 5




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลับคมความคิดด้วย ทักษะการเขียน” 5 

.ดร.เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

สนับสนุนและจูงใจให้ลูก เขียน  พ่อแม่สามารถสนับสนุนการพัฒนาทักษะด้านการเขียนของลูกไม่เพียงแต่ในเรื่องอุปกรณ์ อาทิ ปากกาดินสอ กระดาษ ไดอารี่หรือสมุดสีสันสดใสสวยงามน่าขีดเขียนเท่านั้น แต่ต้องจูงใจให้ลูกรักหรือชื่นชอบที่จะ เขียน ทั้งที่เป็นทางการและอย่างไม่เป็นทางการเช่นการเขียนโคลงกลอน เพลง เขียนการ์ตูน มุขตลก แต่งนิทาน ฯลฯ พร้อมทั้งเปิดเวทีให้ลูกได้แสดงผลงานของตน อาทิ มีบอร์ดแสดงผลงานที่บ้าน ส่งเสริมให้ลูกเขียนส่งเข้าประกวดในงานต่าง ๆ   นำผลงานเขียนของลูกไปใส่ในอินเทอร์เน็ตหรือเปิด Blog ให้ลูกนำเสนอผลงาน
นอกจากนี้พ่อแม่จำเป็นต้องฝึกลูกให้เป็นคนที่ช่างสังเกต ชอบศึกษาค้นคว้า หาความรู้อยู่เสมอ  สนใจอ่านหนังสือทุกประเภท เป็นนักเก็บบันทึกประสบการณ์ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจในชีวิตประจำวัน เพื่อสั่งสมข้อมูลความรู้มาเป็นวัตถุดิบเพื่อใช้ในการเขียนให้มีความหลากหลายและสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น
ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่พ่อแม่ควรฝึกฝนลูกตั้งแต่ในวัยเยาว์ เพราะนอกจากเป็นใบเบิกทางสำคัญในการเปิดโอกาสสู่ความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและหน้าที่การงานแล้ว ยังเป็นการฝึกฝนให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาเป็นนักคิดที่มีคุณภาพของสังคมอีกด้วย ดังประโยคที่ว่า การเขียนทำให้เกิดความเฉียบคมทางความคิดนั่นเองครับ

Kriengsak Chareonwongsak : คิด เขียน 4




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลับคมความคิดด้วย ทักษะการเขียน 4

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ฝึกฝนความคิดให้คมชัดทักษะการเขียนแท้จริงแล้วเป็นความสามารถในการสื่อสารถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทัศนคติ และความรู้สึกออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นได้เข้าใจตรงกับสิ่งที่เราต้องการที่จะสื่อออกไปนั่นเอง ดังนั้น หัวใจสำคัญของการเขียนเป็นจึงไม่ได้อยู่ที่การเขียนอย่างถูกหลักโครงสร้างไวยากรณ์ สะกดคำได้ถูกต้อง หรือเขียนได้ตรงตามรูปแบบของงานเขียนประเภทต่าง ๆ เท่านั้น แต่ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาผ่านกระบวนการทางความคิดอย่างเป็นระบบในลักษณะต่าง ๆ เป็นสำคัญ อาทิ
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative Thinking) สามารถหาประเด็นใหม่ ๆ เพื่อมากำหนดหัวข้อที่น่าสนใจความคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) สามารถวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำ ในการสืบค้นข้อเท็จจริง สามารถตีความ จำแนกแยกแยะ และทำความเข้าใจข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบคำถามและเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลเกี่ยวกับประเด็นที่นำเสนอ เพื่อให้ข้อเขียนมีเหตุผลหนักแน่นน่าเชื่อถือความคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thinking) มีความคิดรวบยอด  ประสานข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องที่นำเสนอได้อย่างไม่ขัดแย้งโดยไม่คิดและไม่เขียนออกนอกประเด็นความคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthesis-type Thinking) สามารถรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาหลอมรวมภายใต้โครงร่างใหม่อย่างเหมาะสมความคิดเชิงวิพากษ์(Critical Thinking) สามารถวิพากษ์แนวคิดเดิมและเสนอแนวคิดใหม่ ท้าทายและหาข้อโต้แย้ง (argument) ความคิด ข้อเสนอ หรือหลักปฏิบัติเดิมได้ เพื่อเปิดแนวทางความคิดสู่ทางเลือกใหม่ ความคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) สามารถประยุกต์ข้อเท็จจริงหรือแนวคิดใหม่ที่นำเสนอให้เข้ากับบริบทในขณะนั้น ประยุกต์แนวคิดเชิงนามธรรมสู่รูปธรรมเพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ตามวัตถุประสงค์ของการนำเสนอ เป็นต้น  
โดยในทางปฏิบัติหากลูกยังเด็กไม่สามารถเขียนเองได้หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเขียนอย่างไร พ่อแม่สามารถช่วยลูกฝึกฝนได้โดยเริ่มจากการให้ลูกเล่าเรื่องปากเปล่าจากข่าวสารบ้านเมือง เหตุการณ์ที่พบในแต่ละวัน  หนังสือที่ได้อ่าน  ฯลฯ  พร้อมคอยตั้งคำถามและช่วยจดเป็นคำพูดและอ่านออกเสียงให้ลูกฟังว่าสิ่งที่เขาเล่ามานั้นมีการวิเคราะห์สังเคราะห์และจับประเด็นได้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ และค่อยฝึกฝนในขั้นต่อไปโดยให้ลูกเขียนสรุปออกมาด้วยตัวเอง

Kriengsak Chareonwongsak : คิด เขียน 3




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลับคมความคิดด้วย ทักษะการเขียน 3

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องสวมบทบาทเป็นครูในการฝึกฝนทักษะด้านการเขียนให้กับลูกด้วยตนเอง โดยเริ่มจาก 
สร้างบรรยากาศ การเขียนเป็นเรื่องใกล้ตัว  ให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อการเขียนว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากหรือไกลตัวแต่อย่างใด การเขียนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับการพูดคุยเพื่อการสื่อสารระหว่างกัน โดยแทนที่พ่อแม่จะสื่อสารกับลูกโดยใช้การพูดคุยแต่เพียงอย่างเดียว พ่อแม่ควรใช้การเขียนเป็นอีกช่องทางในการสื่อสารกับลูกด้วยเช่นกัน อาทิ การเขียนโน้ตติดตู้เย็นเพื่อเตือนความจำลูกไม่ให้ลืมเรื่องสำคัญในวันนั้น เช่น อย่าลืมเอางานไปส่งครูที่โรงเรียน  กับข้าวอยู่ในเตาไมโครเวฟ เป็นต้น  หรือการหมั่นสื่อสารบอกรักลูกด้วยการเขียนโน้ตหรือการ์ดเป็นประจำ การเขียนอีเมล์ถึงกัน รวมทั้งการจัดหากระดานหรือไวท์บอร์ดติดไว้ประจำในแต่ละบ้านเพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารด้วยการเขียนข้อความสื่อสารระหว่างกัน     
 

Kriengsak Chareonwongsak : คิด เขียน 2




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลับคมความคิดด้วย ทักษะการเขียน” 2 

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ผู้ที่มีทักษะด้านการเขียนที่ดีจึงย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่าไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการได้รับคัดเลือกเข้าทำงาน  โอกาสที่จะได้รับการส่งเสริมหรือการเลื่อนขั้นตำแหน่งงาน  โอกาสในการได้รับทุนการศึกษา การวิจัย  เป็นต้น  นอกจากนี้ ผู้ที่หมั่นฝึกฝนและพัฒนาทักษะด้านนี้เป็นประจำ ยังสามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้จากการเขียนด้วย อาทิ การพัฒนางานเขียนไปสู่แวดวงวรรณกรรม การเขียนหนังสือ เรื่องสั้น นวนิยาย  บทความ ที่อาจนำเสนอจากประสบการณ์จริงในชีวิตรวมทั้งการนำเสนอแนวคิดใหม่ที่สร้างสรรค์อันก่อเกิดเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในวงกว้างต่อไป  
โดยจากงานวิจัยพบว่า การพัฒนาทักษะการเขียนนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยระยะเวลาช่วงกว้าง (wide range) ในการฝึกฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรเริ่มฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ แต่เรากลับพบว่าการพัฒนาทักษะการเขียนในเด็กไทยนั้นยังไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร ระบบการศึกษาในโรงเรียนรวมทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านนี้มากเท่าไรนัก ทั้งการออกข้อสอบที่เป็นแบบปรนัยมากกว่าอัตนัย รวมทั้งสัดส่วนจำนวนครูที่ไม่เพียงพอในการตรวจงานเขียนของเด็กที่มีจำนวนมากในแต่ละห้องเรียนได้อย่างมีคุณภาพ                 

Kriengsak Chareonwongsak : ติด เขียน 1




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ลับคมความคิดด้วย ทักษะการเขียน 1

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

คนจำนวนมากมีความคิดว่า ทักษะการเขียนเป็นเรื่องที่ไกลตัวจากชีวิตประจำวันของคนธรรมดาสามัญทั่วไป โดยคิดว่าเป็นทักษะเฉพาะที่จำเป็นสำหรับบุคคลในบางแวดวงหรือบางอาชีพเท่านั้น เช่น นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่อยู่ในแวดวงวรรณกรรม นักเขียน นักประพันธ์ ฯลฯ 
ความคิดเช่นนี้จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านการเขียนของตน ประกอบกับการมองว่าทักษะการเขียนเป็นเรื่องยาก ต้องคนที่มีพรสวรรค์เท่านั้นจึงทำได้  ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทักษะในด้านนี้ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วทักษะการเขียนเป็นทักษะสำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคนที่จำเป็นต้องหมั่นฝึกฝนเรียนรู้ให้เกิดความชำนาญ ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงหรือสาขาอาชีพใดก็ตาม อาทิ
สำหรับผู้ที่ทำงานในแวดวงธุรกิจหรือในองค์กรด้านต่าง ๆ เช่น การเขียนแผนธุรกิจ การเขียน
    โครงการ การแสดงวิสัยทัศน์ในการทำงาน
สำหรับผู้ที่ทำงานในแวดวงวิชาการ ครู อาจารย์  เช่น การเขียนหนังสือตำรา ผลงานวิชาการ
    เอกสารประกอบการบรรยาย
สำหรับผู้ที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน เช่น การเขียนบทพูด (script) รายการวิทยุ โทรทัศน์ บท
    โฆษณา
สำหรับการติดต่อสื่อสารและการประสานงานทั้งภายในและระหว่างองค์กร เช่น การ
    เขียนจดหมาย  การเขียนบันทึกการประชุม การเขียนรายงานผลการดำเนินงาน การเขียนเพื่อ
    ประเมินผลการทำงาน  การเขียน memo การเขียนคู่มือ
สำหรับผู้ที่กำลังหางานหรือเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น การ
เขียนจดหมายสมัครงาน ประวัติการทำงาน การเขียนเรียงความ (essay) แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ
สำหรับนักเรียน นักศึกษา เช่น การเขียนข้อสอบเชิงอัตนัยหรือเชิงบรรยาย  การเขียนรายงาน    
    เขียนวิทยานิพนธ์ 
สาหรับบุคคลทั่วไป เช่น การเขียนไดอารี่ การเขียนจดหมายถึงเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง การเขียนจด
หมายร้องทุกข์ การเขียนข้อความหรือบทความเพื่อแสดงความคิดเห็นไปยังสื่อหรือหน่วยงานต่าง ๆ 



Kriengsak Chareonwongsak : ทักษะการคิดสร้างสรรค์ 5




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

พัฒนา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ให้งอกงามในวัยเยาว์ 5

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

สนับสนุนวัตถุดิบแห่งการคิดสร้างสรรค์  การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คือ การพยายามแหวกม่านประเพณีความเคยชินเดิม ๆ ออกไปเพื่อค้นหาความแปลกใหม่ ดังนั้นพ่อแม่จึงเป็นบุคคลสำคัญในการนำลูกไปสู่ความแปลกใหม่และได้เรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ นอกเหนือจากความเคยชินเดิม ๆ ที่เป็นอยู่ เพื่อให้ลูกได้สะสมประสบการณ์ความรู้เหล่านั้นเป็นวัตถุดิบในการคิดต่อยอดหรือการคิดสร้างสรรค์ในสิ่งที่แปลกใหม่ต่อไป เพราะยิ่งมีวัตถุดิบที่หลากหลายมากเท่าไรเรายิ่งสร้างสรรค์ต่อยอดได้มากขึ้นไปเท่านั้น ตัวอย่างวัตถุดิบในการคิดสร้างสรรค์ที่พ่อแม่สามารถจัดเตรียมให้กับลูกนั้น เช่น จัดหาหนังสือ  ตำรา พจนานุกรม  การหาองค์ความรู้ต่าง ๆ ทางอินเทอร์เน็ต... ให้การศึกษาในศาสตร์ต่าง ๆ ที่หลากหลายไปจากการเรียนการสอนในโรงเรียน... พาลูกไปทัศนศึกษาในสถานที่ต่าง ๆ...ให้ลูกได้รู้จักพูดคุยกับคนประเภทต่าง ๆ ที่หลากหลาย  ...จัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการประดิษฐ์ การเล่นของลูก ที่ไม่ใช่เป็นของสำเร็จรูปแต่ให้เป็นของพื้น ๆ ที่มีอยู่แล้วในบ้านหรือสิ่งที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ ของเหลือใช้ต่าง ๆ เพื่อฝึกให้ลูกได้คิดสร้างสรรค์จินตนาการกับสิ่งที่มีอยู่แทนการซื้อของเล่นสำเร็จรูป  เป็นต้น
การคิดสร้างสรรค์นับเป็นทักษะการคิดที่สำคัญในโลกยุคใหม่ซึ่งนอกจากสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน อย่างสร้างสรรค์แล้วยังฝึกให้เราเป็นคนที่ยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่หวั่นไหวในปัญหาที่เข้ามารุมล้อมเนื่องจากรู้ว่าทุกปัญหาไม่ได้มีแค่คำตอบเดียวเท่านั้นแต่มีทางออกอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นทักษะที่สร้างความสุขความบันเทิงให้กับชีวิตในการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ออกมาอยู่เป็นประจำทำให้ชีวิตไม่ซ้ำซากจำเจเบื่อหน่ายแต่เป็นชีวิตที่แปลกใหม่และรื่นรมย์อยู่เสมอ  การพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ให้งอกงามในลูกของเรานั้นไม่ใช่เรื่องยากเนื่องจากเด็กทุกคนมีเมล็ดพันธุ์นี้อยู่แล้ว พ่อแม่เพียงแต่เป็นผู้สร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมให้เมล็ดพันธุ์นั้นได้เติบใหญ่พร้อมกับเฝ้าดูและชื่นชมในดอกผลแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เจริญงอกงามในชีวิตลูกที่ตนได้มีส่วนร่วมในการบ่มเพาะมากับมือ

Sunday, April 17, 2011

Kriengsak Chareonwongsak : ทักษะการคิดสร้างสรรค์ 4




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------


พัฒนา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ให้งอกงามในวัยเยาว์ 4

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

กระตุ้นให้คิดสร้างสรรค์  การคิดสร้างสรรค์เป็นการคิดที่มีลักษณะเป็นกระบวนการ (process) เป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝนให้เคยชินเป็นนิสัย ดังนั้นพ่อแม่จึงจำเป็นต้องเป็นผู้กระตุ้นให้ลูกได้ฝึกการคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นระบบผ่านขั้นตอนสำคัญอันได้แก่
...กำหนดเป้าหมายการคิด การคิดสร้างสรรค์เป็นการคิดที่มีเป้าหมายการคิดอย่างชัดเจน ไม่ใช่การจินตนาการเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมาย โดยเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์ที่เราต้องการ รวมทั้งใช้คำถามที่ชัดเจนเป็นโจทย์ในการคิดเพื่อได้รับคำตอบที่ตรงประเด็นอย่างแท้จริง   พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้กระตุ้นและเป็นผู้ตั้งคำถาม สร้างโจทย์ ให้ลูกได้ขบคิดผ่านสถานการณ์ทั่วไปในชีวิตประจำวันหรือจากปัญหาต่าง ๆ     ตัวอย่างเช่น  ลูกจะทำความสะอาดบ้านอย่างสะอาดและรวดเร็วได้โดยวิธีใดเพื่อจะได้มีเวลาไปเล่นกับเพื่อน ๆ ... มีวัตถุดิบในการปรุงอาหารแค่ที่มีอยู่ในตู้เย็น ลูกคิดว่าจะนำมาทำอาหารอะไรได้บ้าง เป็นต้น
...แสวงหาแนวคิดใหม่  เมื่อได้คำถามหรือโจทย์ที่ชัดเจนแล้วขั้นต่อไปคือพยายามพาลูกให้คิดถึงวิธีการที่จะพาไปสู่วัตถุประสงค์หรือคำตอบที่ต้องการให้ มากที่สุด เท่าที่จะคิดได้ ยังไม่ต้องยึดติดกับขั้นตอน กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ตามปกติ หรือจำกัดวงว่าจะสามารถทำได้ในทางปฏิบัติจริงมากน้อยเพียงใด เพื่อกระตุ้นให้สามารถผลิตความคิดใหม่ ๆ ทางเลือกใหม่ ๆ จินตนาการแปลก ๆ ออกมาให้มากที่สุด โดยพ่อแม่ยังไม่ต้องประเมินว่าดีหรือไม่ แต่พยายามฝึกฝนให้ลูกได้คิดผ่าการมองต่างมุม การสร้างจินตนาการอิสระ การขยายขอบเขตความเป็นไปได้  มองต่างมุมของสิ่งที่คุ้นเคย  การตั้งคำถาม ทำไม หรือ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้า...  ฯลฯ ตัวอย่างเช่น  วิธีทำความสะอาดบ้านที่สะอาดและรวดเร็วนั้นลูกอาจให้เพื่อน ๆ มาช่วย เมื่อเสร็จเร็วจะได้ไปเล่นด้วยกัน  ขอแลกเวรกับพี่น้องคนอื่น  ใช้อุปกรณ์ทุ่นแรง ใช้ทางลัดกวาดเศษผงซ่อนในพรมก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยมารจัดการ  ชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้านแทนและถือโอกาสขอให้เพื่อน ๆ ช่วยหลังเล่นเสร็จ  เป็นต้น
...ประเมินและคัดเลือกแนวคิด ความคิดสร้างสรรค์จะสามารถผลิตผลงานทางความคิดออกมาอย่างสมบูรณ์และไม่เป็นเพียงจินตนาการเพ้อฝัน ต่อเมื่อความคิดใหม่ ๆ ที่แปลกแหวกแนวนั้นได้รับการนำมากลั่นกรองด้วยเหตุและผล ดังนั้นหลังจากขั้นแสวงหาแนวคิดใหม่ได้มากเพียงพอแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำแนวคิดต่าง ๆ ที่ได้มาพิจารณาว่าใช้ได้จริงหรือไม่ เกิดปัญหาหรือไม่ สมเหตุสมผลหรือไม่ ตอบโจทย์หรือไม่ เพื่อคัดเลือกแนวคิดที่ใช้การได้เหมาะสมมากที่สุดมาใช้ประโยชน์ต่อไป    ตัวอย่างเช่น  หากเราใช้วิธีกวาดบ้านโดยซ่อนเศษผงไว้ใต้พรมแล้วไปเล่นกับเพื่อน ๆ นั้น อาจไม่ดีที่สุด เพราะหากแม่มาพบเข้า ครั้งต่อไปเราคงถูกลงโทษไม่ให้ไปเล่นกับเพื่อน ๆ อีก  ดังนั้นใช้วิธีการชวนเพื่อน ๆ มาเล่นที่บ้านพร้อมให้ช่วยทำความสะอาดด้วยน่าจะดีกว่า เพราะนอกจากได้เล่นแล้วงานบ้านยังเสร็จอีกด้วย เป็นต้น

Kriengsak Chareonwongsak : ทักษะการคิดสร้างสรรค์ 2




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
พัฒนา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ให้งอกงามในวัยเยาว์ 2
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

เป็นไปได้หรือไม่ที่เมล็ดพันธุ์ความคิดสร้างสรรค์ของคนในสังคมไม่ได้รับการกระตุ้นให้พัฒนางอกงามอย่างที่ควรจะเป็น โดยหากเปรียบความคิดสร้างสรรค์ของคนในสังคมเป็นเมล็ดพืชแล้ว เราคงเหมือนเมล็ดพืชที่เก็บไว้ในกระป๋องวางอยู่บนหิ้ง โดยเกษตรกรเจ้าของนานั้นไม่ได้ใส่ใจที่จะนำมาหว่านให้งอกงาม เพราะรัฐไม่เคยมีนโยบายให้เกษตรกรปลูกและเพาะเลี้ยงความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งบรรพบุรุษสอนให้ปลูกพืชทางความคิดแบบเดียวกับที่เคยทำกันมาแล้ว รวมทั้งบริบทต่าง ๆ ในสังคมที่ไม่ใครสะท้อนความต้องการผลจากความคิดสร้างสรรค์ ด้วยเหตุนี้สังคมของเราจึงเป็นสังคมที่นับว่าขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์อย่างรุนแรง ทั้ง ๆ ที่คนไทยมีความคิดดี ๆ ความคิดใหม่ ๆ ที่ไม่ด้อยกว่าคนชาติอื่น ๆ แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตัวนั้นให้เจริญงอกงามขึ้นมาอย่างถูกวิธี

นอกจากนี้ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ที่คนจำนวนมากมองว่าเป็นเรื่องของ        พรสวรรค์ ที่มีอยู่ในคนบางคนเท่านั้น โดยจากผลการสำรวจความคิดเห็นของพ่อแม่พบว่ากว่า 60 %เห็นด้วยว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของพรสวรรค์ส่วนบุคคล  ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงเป็นกำแพงอุปสรรคที่ขวางกั้นไม่ให้การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กและเยาวชนไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วความคิดสร้างสรรค์เป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่ในเราทุกคนที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดเพื่อรอการรดน้ำพรวนดินให้งอกงามต่อไป  พ่อแม่จึงควรตระหนักว่าตนนั้นเป็นบุคคลสำคัญในการดูแลและสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมให้เมล็ดพันธุ์ความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้เจริญเติบโตและงอกงาม

Kriengsak Chareonwongsak : ทักษะการคิดสร้างสรรค์ 1




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

พัฒนา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ให้งอกงามในวัยเยาว์ 1

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด


ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) นับเป็นทักษะการคิดที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิม ๆ มักจะใช้ไม่ได้ผล ความคิดสร้างสรรค์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งในระดับโลก ระดับชาติ ระดับองค์กร ระดับสถาบันการศึกษา จนถึงระดับปัจเจกบุคคล นำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ การเคลื่อนไหวทางด้านศิลปะ การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ตลอดจนการแก้ปัญหาและการพัฒนาสังคมรูปแบบใหม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อความอยู่รอดในโลกแห่งการเปิดเสรีทางการค้า ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในปัจจุบัน 
อย่างไรก็ตามเมื่อมองดูบริบทสังคมไทยในแทบทุกระดับของสังคม ผมเกิดคำถามมากมายที่ขึ้นต้นด้วย ทำไม
...ทำไมเราชอบลอกเลียนแบบสินค้ายี่ห้อดัง ๆ จากทั่วทุกมุมโลกได้เก่ง เร็วและเหมือนจริง มากกว่าคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ  ด้วยตนเอง ?
...ทำไมนักเรียนไทยหลายคนทำรายงานแบบ ตัดแปะ นักศึกษาปริญญาโทหลายคนทำวิทยานิพนธ์แบบ ชั่งกิโล ไม่ค่อยมีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ความสามารถของเราไม่ได้ด้อยกว่านักศึกษาชาติอื่น
...ทำไมรัฐบาลไทย หลายยุคหลายสมัย มักใช้วิธีการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศด้วยวิธี ลอกแบบ จากประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่าระดมสมองพินิจพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยอย่างแท้จริง ?

Kriengsak Chareonwongsak : ทักษะการรู้จักตนเอง 6




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

 สร้างความสุขความสำเร็จในชีวิตด้วย ทักษะการรู้จักตนเอง” 6

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

....การสอนและเตือนสติ  พ่อแม่เป็นผู้ที่เห็นชีวิตของลูกใกล้ชิดที่สุด และมีความสามารถในการเข้าใจความเป็นตัวตนของเขามากที่สุด ซึ่งในความเป็นเด็กลูกเองยังไม่สามารถที่จะแยกแยะทำความรู้จักกับพฤติกรรม หรืออารมณ์ต่าง ๆ ที่ตนแสดงออกมาได้  โดยพฤติกรรมบางอย่างของลูกหากพ่อแม่ปล่อยปละละเลยไม่สั่งสอนเตือนสติแต่เนิ่น ๆ  พฤติกรรมนั้น ๆ อาจบ่มเพาะเป็นนิสัยแย่ ๆ ที่ติดตัวลูกไปจนโต และยิ่งโตยิ่งแก้ยากเข้าทำนองไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดง่าย  ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องสั่งสอนและเตือนสติลูกทันทีในพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ พร้อมชี้ให้ลูกเห็นถึงความร้ายแรงและหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน    
ตัวอย่างเช่น  พ่อแม่เห็นว่าลูกมีอุปนิสัยเป็นคนเจ้าอารมณ์   โกรธง่าย พ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกถึงจุดอ่อนข้อนี้ว่าจะส่งผลเสียอย่างไรกับชีวิตของเขาในระยะยาว พร้อมทั้งหาวิธีการร่วมกันในการฝึกฝนให้ลูกรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง ไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างผิด ๆ โดยใช้อารมณ์ความรู้สึกนำหน้า    อาทิ สอนให้ลูกหลีกเลี่ยงต่อสถานการณ์ที่มากระตุ้นอารมณ์โกรธ  สอนลูกให้ตอบสนองอย่างถูกต้องเมื่อโกรธ โดยการเดินไปหาที่เงียบ ๆ สงบสติอารมณ์ ก่อนแล้วค่อยมาพูดคุยกัน ท้าทายลูกให้ทำลายสถิติตนเองให้โกรธช้าลง เช่น แต่เดิมเมื่อพบเหตุการณ์ที่ไม่สบอารมณ์จะโกรธขึ้นมาทันที  ครั้งต่อไปควรฝึกให้โกรธช้าลง เป็นต้น 
            การเรียนรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญมากยิ่งกว่าการเรียนรู้ใด ๆ การเรียนรู้จักตนเองเป็นกระบวนการเรียนรู้ระยะยาวตลอดทั้งชีวิต อันนำมาซึ่งความสุขและเป็นรากฐานของความสำเร็จในชีวิต โดยพ่อแม่เป็นบุคคลสำคัญผู้เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้จักตนเองและเป็นกระจกบานแรกที่สะท้อนให้ลูกได้เห็นอย่างถูกต้องว่าว่าตัวตนที่แท้จริงของเขานั้นเป็นเช่นไร

Kriengsak Chareonwongsak : ทักษะการรู้จักตนเอง 5




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สร้างความสุขความสำเร็จในชีวิตด้วย ทักษะการรู้จักตนเอง” 5

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

เป็นกระจกสะท้อนให้ลูกเห็นตนเอง  พ่อแม่ต้องทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนให้ลูกได้เห็นตนเองในมุมต่าง ๆ ทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง จุดดี จุดด้อย   โดยหลักการสำคัญ คือ
...การสะท้อนภาพที่ถูกต้อง เนื่องจากความจำกัดของอายุและประสบการณ์จึงทำให้ลูกของเราอาจไม่สามารถเห็นตนเองได้ชัดเจนมากนัก ดังนั้นจึงอาจมองภาพตนเองไปอย่างบิดเบี้ยวผิดจากความเป็นจริง หรืออาจรู้จักตัวเองอย่างผิด ๆ ผ่านคำพูดของคนรอบข้าง เพื่อนฝูง ครู อาจารย์ ซึ่งอาจทำให้ลูกมองตนเองด้อยค่า เกิดเป็นปมด้อยในจิตใจ  โดยมีงานวิจัยยืนยันว่าหากพ่อแม่ปล่อยให้ลูกมีความเข้าใจที่ผิด ๆ เกี่ยวกับตัวเองในเรื่องต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นความจริง และหากไม่มีการรีบปรับความเข้าใจที่ผิด ๆ นั้นโดยเร็วสิ่งที่ลูกเข้าใจเกี่ยวกับตนเองผิด ๆ นั้นจะกลับกลายเป็นความจริงในที่สุด
ตัวอย่างเช่น ลูกอาจโดนครูที่โรงเรียนต่อว่าเรื่องผลการสอบวิชาคณิตศาสตร์ ที่ลูกสอบตก ว่าเป็นเด็กหัวทึบ ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่เห็นลูกพยายามอย่างเต็มที่แล้วในวิชานี้  ในกรณีดังกล่าวพ่อแม่ควรทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนให้ลูกเห็นในมุมที่ถูกต้องและให้กำลังใจว่าลูกมีจุดแข็งที่พ่อแม่ภาคภูมิใจในเรื่องของความตั้งใจจริง ความขยันหมั่นเพียร แต่อย่างไรก็ตามที่ผลการเรียนออกมาเช่นนี้อาจเพราะลูกไม่ถนัดในวิชาดังกล่าว และให้ลูกพยายามต่อไปอย่าท้อถอย  อย่างไรก็ตามหากพ่อแม่ไม่มีการปรับความเข้าใจในการมองตนเองของลูกในเรื่องนี้  ลูกจะตอกย้ำตัวเองเสมอว่าเป็นคนหัวทึบ และเขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในชีวิตการเรียนได้เลย
...กระตุกให้ลูกได้คิดวิเคราะห์ตนเอง โดยการหมั่นสังเกตพฤติกรรม อารมณ์ของลูก ในสภาวะต่าง ๆ หรือจากเหตุการณ์ต่าง ๆ และเริ่มตั้งคำถามออกไปให้ลูกได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองแทนการโทษผู้อื่น หรือโทษสถานการณ์  
ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกทำข้อสอบได้คะแนนไม่ดี แล้วโทษว่าเพราะครูสอนไม่รู้เรื่อง หรืออ้างว่ายังมีเพื่อนที่เรียนแย่กว่าเขาอีก พ่อแม่ควรกระตุกให้ลูกได้คิดว่าเราไม่ควรไปเปรียบเทียบกับคนที่เรียนแย่กว่า หรือโทษว่าครูสอนไม่รู้เรื่อง พร้อมกับให้ลูกวิเคราะห์ตัวเองถึงจุดอ่อนจุดแข็ง เช่น ลูกมีจุดอ่อนเรื่องระเบียบวินัย การบริหารเวลาในการอ่านหนังสือหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่ไม่เห็นว่าลูกจะตั้งใจอ่านหนังสือหรือทบทวนบทเรียนเลยแต่มาเร่งอ่านตอนใกล้สอบ ดังนั้นในการสอบครั้งต่อไปลูกต้องวางแผนการเรียนให้ดีและขยันให้มากกว่านี้ เป็นต้น

Kriengsak Chareonwongsak : ทักษะการรู้จักตนเอง 4




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

 สร้างความสุขความสำเร็จในชีวิตด้วย ทักษะการรู้จักตนเอง” 4

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

การฝึกฝนทักษะการรู้จักตนเองจึงควรเริ่มตั้งแต่วัยเยาว์โดยพ่อแม่เป็นบุคคลสำคัญแรกสุดในการช่วยลูกค้นหาตนเอง โดยเริ่มจาก
เปิดโอกาสที่หลากหลาย  พ่อแม่ควรสร้างโอกาสที่หลากหลายในการให้ลูกได้เรียนรู้ทดลองทำในสิ่งต่าง ๆ ให้มากที่สุด อาทิ การทำงานบ้าน กิจกรรมต่าง ๆ ที่ลูกสนใจ โดยพ่อแม่ทำหน้าที่เป็นผู้เป็นผู้สนับสนุน อำนวยความสะดวกในการให้ลูกได้เรียนรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ  อย่างไรก็ตามกิจกรรมดังกล่าวพ่อแม่ควรคัดกรองว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์และปลอดภัยสำหรับลูก อาทิ การทำงานอาสาสมัครต่าง ๆ การเข้าค่ายพักอาสาพัฒนา การเข้าค่ายกีฬา ไม่ใช่ตามใจลูกทุกเรื่อง เช่น ลูกขอไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากแก๊งซิ่งมอเตอร์ไซค์ หรือขอไปเที่ยวกลางคืนหาประสบการณ์ทางเพศ (ขึ้นครู) เป็นต้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่สร้างสรรค์และอาจเกิดอันตรายกับลูกได้
ให้อิสระในความคิดและการตัดสินใจ  พ่อแม่ไม่ควรเป็นนักเผด็จการที่คอยบงการชีวิตลูกไปทุกเรื่อง อาทิ พ่อแม่อยากเรียนแพทย์ แต่สอบไม่ติด จึงฝากความหวังไว้กับลูก พยายามสร้างแรงกดดันและปลูกฝังความคิดให้ลูกต้องสอบเข้าคณะแพทย์ให้ เพื่อทำความฝันของพ่อแม่ให้เป็นจริง โดยไม่คำนึงว่าลูกจะชอบหรือมีความถนัดในด้านนี้หรือไม่  พ่อแม่ที่ปรารถนาให้ลูกรู้จักตนเองจึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้สามารถตัดสินใจในการเลือกสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยพ่อแม่มีหน้าที่คอยชี้แนะอยู่ห่าง ๆ ถึงข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ หรือโทษ ที่ลูกจะได้รับผ่านการตัดสินใจนั้น ๆ   ซึ่งหากพ่อแม่เห็นว่าการตัดสินใจของลูกเป็นไปในทางที่ไม่ถูกต้องและอาจนำไปสู่อันตรายได้ พ่อแม่สามารถใช้อำนาจในการยับยั้งการกระทำดังกล่าวได้ โดยชี้แจงถึงเหตุผลให้ลูกได้เข้าใจ 

Kriengsak Chareonwongsak : ทักษะการรู้จักตนเอง 3




sukk.araya is moved by the inspiration of
my teachers,
my friends and  



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

 สร้างความสุขความสำเร็จในชีวิตด้วย ทักษะการรู้จักตนเอง” 3

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ตรงกันข้ามกับผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง ซึ่งมักใช้ชีวิตโดยปล่อยไปตามกระแสสังคม เลียนแบบทำตามคนรอบข้างโดยขาดจุดยืนที่ชัดเจน เช่น  แสวงหาความสุขในชีวิตด้วยการไปเที่ยวเตร่กับเพื่อน เสพยา เข้าแก๊งซิ่งมอเตอไซค์ (เด็กแว๊นท์)  เลือกคณะที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามค่านิยมขณะนั้นหรือเลือกตามเพื่อน สุดท้ายเขาจึงไม่สามารถพบกับความสุขที่แท้จริงในชีวิตได้และนำไปสู่ปัญหามากมายตามมา นอกจากนี้คนที่ไม่รู้จักตนเองยามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา โดยมากแล้วมักจะไม่ดูว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจากตนเองหรือไม่ แต่มักโทษเหตุการณ์หรือโทษผู้อื่นเอาไว้ก่อน   จึงเป็นการยากที่จะแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
ทักษะการรู้จักตนเองจึงเป็นทักษะสำคัญที่เราทุกคนต้องเรียนรู้และฝึกฝน เนื่องจากการรู้จักตนเองนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่นั่งอยู่เฉย ๆ แล้วจะสามารถรู้ขึ้นมาได้เอง แต่ต้องผ่านกระบวนการบ่มเพาะผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ การลองผิดลองถูก ความผิดหวัง เจ็บปวด ความผิดพลาดล้มเหลวต่าง ๆ เพื่อที่จะตกเป็นผลึกทางปัญญาในการรู้จักตนเอง รวมทั้งผ่านการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างซึ่งถือเป็นกระจกสะท้อนชั้นดีให้เราได้เรียนรู้จักตนเอง  โดยยิ่งรู้จักตนเองเร็วเท่าไรยิ่งเป็นการได้เปรียบในการออกสตาร์ทไปสู่เป้าหมายชีวิตได้เร็วเท่านั้น รวมทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จท่ามกลางปัญหาและแรงกดดันต่าง ๆ